รัฐ-เอกชนร่วมถกหาราคากลางซื้อ-ขายกัญชง

ประชาสัมพันธ์1 ก.พ. 2565 • 08:54 น.
 รัฐ-เอกชนร่วมถกหาราคากลางซื้อ-ขายกัญชง
จากการปลดล็อค และขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจกัญชง เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม โดยทางภาคผู้ประกอบการมีการเคลื่อนไหวในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมไปในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาประกอบอาหาร การนำมาทำพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในประเภท อาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม อาหารสัตว์ เส้นใย และอื่นๆ อีกมากมายที่ได้มีการวิจัยและพัฒนาขึ้น ทั้งส่วนของภาครัฐ และภาคเอกชน แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังคงขาดความชัดเจนในเรื่องราคาการรับซื้อวัตถุดิบกัญชง รวมไปถึงมาตรฐานเพื่อประกอบการรับซื้อ Biomass ดังนั้นทางสมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย หรือ TIHTA จึงเปิดประชุมรับฟังเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโครงสร้างราคาซื้อ-ขายวัตถุดิบจากพืชกัญชง ในรูปแบบออนไลน์ โดยมี ดร.วีระชัย ณ นคร ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมทั้งกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มที่ผ่านมา มีความหลากหลายในการ ซื้อ-ขาย วัตถุดิบ แต่ยังคงมีข้อถกเถียงและความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ผู้ซื้อต้องการซื้อราคาหนึ่ง ผู้ขายต้องการขายในอีกราคาหนึ่ง ทำให้เป็นปัญหาคอขวดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีในการจัดเปิดประชุมรับฟังข้อแลกเปลี่ยนความเห็นโครงสร้างราคาซื้อ-ขายกัญชงในประเทศไทยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาเป็นแนวทางการต่อยอดสู่การจัดทำราคากลางเพื่อแนะนำผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ นายพรชัย ปัทมินทร นายกสมาคมมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ในฐานะตัวแทนภาคผู้ประกอบการ ทั้งส่วนของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่ได้มีการร่วมทำงานเพื่อหารือแนวทางโครงสร้างราคาการซื้อ-ขาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจที่สำคัญอีกเรื่องของสมาคม โดยคณะกรรมการสมาคมเห็นพ้องกันว่า หลักการในการกำหนดราคากลาง คือการนำโครงสร้างต้นทุนของผู้ผลิต มาวิเคราะห์ เพื่อหาราคาอ้างอิง จึงเห็นสมควรอย่างยิ่งในการให้ภาคผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการกำหนดราคากลาง ในการ ซื้อ-ขายอย่างยุติธรรม
พรชัย ปัทมินทร
พรชัย ปัทมินทร
สำหรับการอภิปรายครั้งนี้สมาคมฯ ได้เชิญหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานกรม กอง สังกัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง มหาวิทยาลัย สมาคมผู้ผลิตอาหารเสริม,ยา,เครื่องสำอาง,อาหารสัตว์ องค์กรอิสระ สถาบันการเงิน และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหน้าที่ทดสอบ วิจัย และหน่วยงานในการดำเนินการเรื่องมาตรฐาน กฎหมายรวมถึงภาคผู้ประกอบการทั้งผู้ปลูก ผู้สกัด ผู้ผลิต รวมถึงนักวิชาการมาแชร์ข้อมูลเชิงความเห็น และตอบคำถามในการหารือครั้งที่ 1 นี้ เพื่อนำมากำหนดเป็นแนวทางการสรุปราคากลางเพื่อแนะนำการซื้อ-ขายวัตถุดิบกัญชง ของประเทศไทย แต่ทั้งนี้ทุกอย่างยังคงอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย สมาคมฯ เป็นเพียงผู้แนะนำ และร่วมหาแนวทาง สุดท้ายทุกอย่างจะวนกลับไปที่ Demand Supply ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการช่วยสร้างมาตรฐาน และองค์ความรู้ที่ดี ให้กับผู้ผลิต และผู้บริโภค ขณะที่ ภก.ดร.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย ถือเป็นตัวกลางที่สมควรในการร่วมจัดทำโครงสร้างราคากลาง เพื่อสร้างและกำหนดราคาการซื้อ ขาย รวมถึงข้อแนะนำว่านอกเหนือจากการกำหนดราคากลางแล้ว การจัดทำ Market place และทะเบียนผู้ประกอบการเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการในภาคส่วนต่างๆ ได้เล็งเห็นถึงปลายทางได้ชัดเจนมากขึ้น และแนวโน้มในการวางมาตรฐานการผลิตของตนเองและการลงทุนเช่นกัน
ดร.วีระชัย ณ นคร
ดร.วีระชัย ณ นคร
ส่วนนายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปลดล็อคด้านกฎหมายของพืชกัญชง กล่าวเชิงความเห็นว่า จากการขับเคลื่อนที่ผ่านมา เล็งเห็นถึงประเด็นสำคัญที่ยังคงทำให้เกิดข้อจำกัดในการพัฒนาพืชเศรษฐกิจกัญชงของไทย คือ 1.การขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมปลายน้ำ ยังคงมีวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอ 2.ราคาวัตถุดิบที่มีราคาไม่ชัดเจนและตลาดยังคงผันผวน หรืออาจเป็นเพราะเศรษฐกิจภาพรวม การขับเคลื่อนจึงทำให้ยังไม่สามารถเติบโตได้อย่างเท่าที่ควร 3.การจัดการเรื่องศูนย์วิเคราะห์ หรือห้องปฏิบัติการ (Lab) ตรวจสารสำคัญ ที่ยังคงเข้าถึงได้ยากไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา สถานที่ตรวจ มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นข้อมูลความเห็นจากทางหน่วยงานผู้ให้อนุญาตว่าในวันนี้ อย. มีการให้ใบอนุญาตส่วนของต้นน้ำ ทั้งหมด 1,700 ฉบับ พื้นที่ 3,900 ไร่โดยประมาณ ซึ่งส่วนมากขออนุญาตปลูกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงการแพทย์ และ 80% เป็นเมล็ดนำเข้าซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ช่อดอก และ20% ใช้เมล็ดปลูกของ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ปลูกเพื่อเส้นใย ด้านผู้ประกอบการภาคเอกชน ทั้งส่วนของต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้ความเห็นโดยรวมว่าการกำหนดราคากลางเพื่อซื้อ-ขายวัตถุดิบนั้น จะต้องมีการตั้งมาตรฐานที่ดีเพื่อใช้ร่วมกันในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีขีดความสามารถในการทำการเกษตรสูง ควรมองบริบทในประเทศไทยเป็นหลัก เพราะหากนำราคาในต่างประเทศ มาเป็นข้อเปรียบเทียบอาจส่งผลก่อให้เกิดความล้มเหลวในโครงสร้างของพืชกัญชงไทยได้ ขณะที่นักวิชาการเองก็ให้ข้อเสนอชัดเจนว่า การนำมาตรฐานของสารสำคัญอย่างเนื้อสารCBD มาลบด้วยค่ากำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือสารปนเปื้อน เช่น Pesticide โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง สารพิษจากเชื้อรา เป็นต้น มาคูณด้วยค่าปริมาณความชื้น หรือแม้แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมเองจำเป็นต้องมองให้ครบทั้ง Supply chain ตั้งแต่มาตรฐานการปลูก ในรูปแบบ Indoor ควรมีข้อกำหนดทางราคาอย่างไร Green House มีมาตรฐานรับซื้อแบบไหน และOutdoor จะเป็นราคาอย่างไร และจะนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์อะไร แล้วมองย้อนกลับถึงต้นทุนการผลิต และสุดท้ายว่าเมื่อปลายทางแล้ว ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้มากน้อยเพียงใด แม้กระทั่งส่วนของเส้นใย ไฟเบอร์ ที่จำเป็นต้องกำหนดถึงราคาวัตถุดิบแยกประเภทในแต่ละส่วน คือ ราคาต้นสด/ เปลือกแห้งลอกด้วยมือ/ เปลือกแห้งลอกด้วยเครื่องจักร/ แกนแห้งบดหยาบ/ ใยกัญชง ซึ่งเหล่านี้เองก็จะต้องหารือระหว่างเกษตรกร และผู้รับซื้อเช่นกันว่าเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว การแปรรูปลักษณะต่างๆ จะแบ่งแนวทางราคาเช่นไร