รัฐ-เอกชนร่วมถกหาราคากลางซื้อ-ขายกัญชง
จากการปลดล็อค และขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจกัญชง เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม โดยทางภาคผู้ประกอบการมีการเคลื่อนไหวในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมไปในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาประกอบอาหาร การนำมาทำพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในประเภท อาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม อาหารสัตว์ เส้นใย และอื่นๆ อีกมากมายที่ได้มีการวิจัยและพัฒนาขึ้น ทั้งส่วนของภาครัฐ และภาคเอกชน แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังคงขาดความชัดเจนในเรื่องราคาการรับซื้อวัตถุดิบกัญชง รวมไปถึงมาตรฐานเพื่อประกอบการรับซื้อ Biomass
ดังนั้นทางสมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย หรือ TIHTA จึงเปิดประชุมรับฟังเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโครงสร้างราคาซื้อ-ขายวัตถุดิบจากพืชกัญชง ในรูปแบบออนไลน์ โดยมี ดร.วีระชัย ณ นคร ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมทั้งกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มที่ผ่านมา มีความหลากหลายในการ ซื้อ-ขาย วัตถุดิบ แต่ยังคงมีข้อถกเถียงและความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ผู้ซื้อต้องการซื้อราคาหนึ่ง ผู้ขายต้องการขายในอีกราคาหนึ่ง ทำให้เป็นปัญหาคอขวดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีในการจัดเปิดประชุมรับฟังข้อแลกเปลี่ยนความเห็นโครงสร้างราคาซื้อ-ขายกัญชงในประเทศไทยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาเป็นแนวทางการต่อยอดสู่การจัดทำราคากลางเพื่อแนะนำผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ นายพรชัย ปัทมินทร นายกสมาคมมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ในฐานะตัวแทนภาคผู้ประกอบการ ทั้งส่วนของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่ได้มีการร่วมทำงานเพื่อหารือแนวทางโครงสร้างราคาการซื้อ-ขาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจที่สำคัญอีกเรื่องของสมาคม โดยคณะกรรมการสมาคมเห็นพ้องกันว่า หลักการในการกำหนดราคากลาง คือการนำโครงสร้างต้นทุนของผู้ผลิต มาวิเคราะห์ เพื่อหาราคาอ้างอิง จึงเห็นสมควรอย่างยิ่งในการให้ภาคผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการกำหนดราคากลาง ในการ ซื้อ-ขายอย่างยุติธรรม

พรชัย ปัทมินทร
สำหรับการอภิปรายครั้งนี้สมาคมฯ ได้เชิญหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานกรม กอง สังกัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง มหาวิทยาลัย สมาคมผู้ผลิตอาหารเสริม,ยา,เครื่องสำอาง,อาหารสัตว์ องค์กรอิสระ สถาบันการเงิน และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหน้าที่ทดสอบ วิจัย และหน่วยงานในการดำเนินการเรื่องมาตรฐาน กฎหมายรวมถึงภาคผู้ประกอบการทั้งผู้ปลูก ผู้สกัด ผู้ผลิต รวมถึงนักวิชาการมาแชร์ข้อมูลเชิงความเห็น และตอบคำถามในการหารือครั้งที่ 1 นี้ เพื่อนำมากำหนดเป็นแนวทางการสรุปราคากลางเพื่อแนะนำการซื้อ-ขายวัตถุดิบกัญชง ของประเทศไทย แต่ทั้งนี้ทุกอย่างยังคงอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย สมาคมฯ เป็นเพียงผู้แนะนำ และร่วมหาแนวทาง สุดท้ายทุกอย่างจะวนกลับไปที่ Demand Supply ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการช่วยสร้างมาตรฐาน และองค์ความรู้ที่ดี ให้กับผู้ผลิต และผู้บริโภค
ขณะที่ ภก.ดร.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย ถือเป็นตัวกลางที่สมควรในการร่วมจัดทำโครงสร้างราคากลาง เพื่อสร้างและกำหนดราคาการซื้อ ขาย รวมถึงข้อแนะนำว่านอกเหนือจากการกำหนดราคากลางแล้ว การจัดทำ Market place และทะเบียนผู้ประกอบการเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการในภาคส่วนต่างๆ ได้เล็งเห็นถึงปลายทางได้ชัดเจนมากขึ้น และแนวโน้มในการวางมาตรฐานการผลิตของตนเองและการลงทุนเช่นกัน

ดร.วีระชัย ณ นคร
ส่วนนายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปลดล็อคด้านกฎหมายของพืชกัญชง กล่าวเชิงความเห็นว่า จากการขับเคลื่อนที่ผ่านมา เล็งเห็นถึงประเด็นสำคัญที่ยังคงทำให้เกิดข้อจำกัดในการพัฒนาพืชเศรษฐกิจกัญชงของไทย คือ 1.การขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมปลายน้ำ ยังคงมีวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอ 2.ราคาวัตถุดิบที่มีราคาไม่ชัดเจนและตลาดยังคงผันผวน หรืออาจเป็นเพราะเศรษฐกิจภาพรวม การขับเคลื่อนจึงทำให้ยังไม่สามารถเติบโตได้อย่างเท่าที่ควร 3.การจัดการเรื่องศูนย์วิเคราะห์ หรือห้องปฏิบัติการ (Lab) ตรวจสารสำคัญ ที่ยังคงเข้าถึงได้ยากไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา สถานที่ตรวจ มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นข้อมูลความเห็นจากทางหน่วยงานผู้ให้อนุญาตว่าในวันนี้ อย. มีการให้ใบอนุญาตส่วนของต้นน้ำ ทั้งหมด 1,700 ฉบับ พื้นที่ 3,900 ไร่โดยประมาณ ซึ่งส่วนมากขออนุญาตปลูกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงการแพทย์ และ 80% เป็นเมล็ดนำเข้าซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ช่อดอก และ20% ใช้เมล็ดปลูกของ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ปลูกเพื่อเส้นใย
ด้านผู้ประกอบการภาคเอกชน ทั้งส่วนของต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้ความเห็นโดยรวมว่าการกำหนดราคากลางเพื่อซื้อ-ขายวัตถุดิบนั้น จะต้องมีการตั้งมาตรฐานที่ดีเพื่อใช้ร่วมกันในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีขีดความสามารถในการทำการเกษตรสูง ควรมองบริบทในประเทศไทยเป็นหลัก เพราะหากนำราคาในต่างประเทศ มาเป็นข้อเปรียบเทียบอาจส่งผลก่อให้เกิดความล้มเหลวในโครงสร้างของพืชกัญชงไทยได้
ขณะที่นักวิชาการเองก็ให้ข้อเสนอชัดเจนว่า การนำมาตรฐานของสารสำคัญอย่างเนื้อสารCBD มาลบด้วยค่ากำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือสารปนเปื้อน เช่น Pesticide โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง สารพิษจากเชื้อรา เป็นต้น มาคูณด้วยค่าปริมาณความชื้น หรือแม้แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมเองจำเป็นต้องมองให้ครบทั้ง Supply chain ตั้งแต่มาตรฐานการปลูก ในรูปแบบ Indoor ควรมีข้อกำหนดทางราคาอย่างไร Green House มีมาตรฐานรับซื้อแบบไหน และOutdoor จะเป็นราคาอย่างไร และจะนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์อะไร แล้วมองย้อนกลับถึงต้นทุนการผลิต และสุดท้ายว่าเมื่อปลายทางแล้ว ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้มากน้อยเพียงใด แม้กระทั่งส่วนของเส้นใย ไฟเบอร์ ที่จำเป็นต้องกำหนดถึงราคาวัตถุดิบแยกประเภทในแต่ละส่วน คือ ราคาต้นสด/ เปลือกแห้งลอกด้วยมือ/ เปลือกแห้งลอกด้วยเครื่องจักร/ แกนแห้งบดหยาบ/ ใยกัญชง ซึ่งเหล่านี้เองก็จะต้องหารือระหว่างเกษตรกร และผู้รับซื้อเช่นกันว่าเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว การแปรรูปลักษณะต่างๆ จะแบ่งแนวทางราคาเช่นไร