กองทรัสต์ SHREIT คุมเข้มกระแสเงินสดรับมือโควิด-19 โชว์ปี 62 ทำรายได้รวม 357 ล้านบาท

อสังหาริมทรัพย์3 มี.ค. 2563 • 15:01 น.
กองทรัสต์ SHREIT คุมเข้มกระแสเงินสดรับมือโควิด-19  โชว์ปี 62 ทำรายได้รวม 357 ล้านบาท
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า ‘สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้’ หรือ SHREIT เผยผลการดำเนินงานปี 2562 มีรายได้รวม 357 ล้านบาท ชี้หากไม่มีผลกระทบจากการขาดทุน(ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง)จากการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กำไรสุทธิจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ บอร์ดบริหารตัดสินใจชะลอการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการลดทุนสำหรับงวดการดำเนินงานไตรมาสที่ 4/2563 รับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นายคริสตอป วายบี แองเจโล่ ฟอซิเนสติ กรรมการผู้จัดการบริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด (“SPI”) ผู้จัดการกองทรัสต์อิสระที่บริหารโดยมืออาชีพ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ SHREIT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2562 มีรายได้รวม 357 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 351.52 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีผลกระทบจากการขาดทุน (ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) จากการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กำไรสุทธิจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราแลกเปลี่ยนและการควบคุมค่าใช้จ่ายของโรงแรมอย่างเข้มงวด โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ตัดสินใจชะลอการจ่ายประโยชน์ตอบแทนจากการลดทุน สำหรับงวดผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4/2563 ออกไป เพื่อรองรับสถานการณ์ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยได้ประสานงานใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารโรงแรมเพื่อควบคุมรายจ่าย และสำรองกระแสเงินสดไว้จนกว่าสถานการณ์ของภาคการท่องเที่ยวในภูมิภาคจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ยังมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และสายการบิน แม้ว่าทรัพย์สินของกองทรัสต์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกันในภูมิภาคอาเซียนได้แก่ โรงแรม Capri by Fraser และโรงแรม Ibis Saigon South เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม รวมถึงโรงแรม Pullman Jakarta Central Park ในประเทศอินโดนีเซีย จะช่วยกระจายความเสี่ยงจากการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ได้ ทั้งนี้ผู้จัดการกองทรัสต์จะเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เชื่อมั่นว่าด้วยมาตรฐานคุณภาพในการบริหารจัดการโดยเครือข่ายโรงแรมระดับสากล จะสามารถบริหารจัดการและเฝ้าระวังผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสได้อย่างรัดกุม และจะสามารถรับมือต่อสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี