- โฆษณา -

กทม. ส่งร่าง "ผังเมืองรวมฉบับใหม่" ให้กรมโยธาฯ คาดประกาศใช้จริงปี 2570

คุณภาพชีวิต6 ต.ค. 2568 • 13:33 น.
กทม. ส่งร่าง "ผังเมืองรวมฉบับใหม่" ให้กรมโยธาฯ คาดประกาศใช้จริงปี 2570

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดของร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) โดยระบุว่า เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง (สวพ.) ได้ส่งร่างผังเมืองรวมฯ ฉบับปรับปรุงใหม่ ให้คณะกรรมการพิจารณาด้านการผังเมืองของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นประธาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นแล้ว คาดว่าจะประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ภายในปี 2570

- โฆษณา -

สำหรับร่างผังเมืองฉบับดังกล่าว ได้รวบรวมและปรับปรุงแก้ไขตามหลักการทางผังเมืองที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ความคิดเห็นของภาคประชาชนและภาควิชาการ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข เช่น

แนวถนนโครงการ: ปรับปรุงแนวถนนบางสายที่ประชาชนกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ

การใช้ประโยชน์ที่ดิน: แก้ไขแผนผังให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเมืองและสิ่งแวดล้อม

พื้นที่สีเขียว: เพิ่มข้อกำหนดเพื่อส่งเสริมให้มีพื้นที่สีเขียวในเมืองมากขึ้น

นายไทวุฒิ ได้อธิบายขั้นตอนหลังจากนี้ว่า

1. คณะกรรมการพิจารณาฯ ของกรมโยธาธิการและผังเมือง จะใช้เวลาวิเคราะห์เนื้อหาอย่างละเอียดประมาณ 2-3 เดือน

2. สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ พร้อมปรับแก้ไขตามความเห็นของคณะกรรมการฯ

3. เสนอต่อคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

4. ปิดประกาศ 90 วัน: หากคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดฯ เห็นชอบ จะนำร่างผังเมืองไปปิดประกาศเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้อีกครั้งตามกฎหมาย

5. พิจารณาคำร้องและสรุปผล: กทม. จะรวบรวมคำร้องทั้งหมดเสนอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณา ซึ่งผลการพิจารณาในขั้นตอนนี้จะถือเป็นที่สิ้นสุด

6. ประกาศเป็นข้อบัญญัติ: คาดว่าช่วงปลายปี 2569 ร่างผังเมืองรวมฯ จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อประกาศเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และจะมีผลบังคับใช้ได้จริงภายในปี 2570

"การปรับปรุงผังเมืองรวมครั้งนี้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาของกรุงเทพมหานครในอนาคตให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างยั่งยืน" นายไทวุฒิ กล่าว