บีทีเอส รับชำระหนี้ 36,444 ล้าน ปิดฉากมหากาพย์ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ยัน สัญญาชอบด้วยกฎหมาย
วันที่ 30 ตุลาคม 2568 บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ได้จัดการแถลงข่าว ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท นำโดย นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ, นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่, และ พ.ต.อ. สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ที่ปรึกษาประธานกรรมการ เพื่อประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญภายหลังกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เข้าชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 36,444 ล้านบาท โดยการชำระหนี้ในครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดความกดดันทางการเงินที่บริษัทต้องแบกรับมานานหลายปี โดย นายคีรี กาญจนพาสน์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ต่อสู้มาโดยตลอดเพื่อทำให้รถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งเป็นเส้นทางหลักของกรุงเทพฯ ยังสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัย
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา ได้ชี้แจงรายละเอียดว่า หนี้ก้อนนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2560 หลังจากการเปิดส่วนต่อขยายที่ 2 ไปยังสถานีสำโรง โดยในช่วงแรก กทม. มีการจ่ายเงินค่าจ้างเดินรถบ้างเป็นครั้งคราว แต่ได้หยุดการชำระตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2562 เป็นต้นมา เนื่องจากการรออนุมัติเรื่องการแก้ไขสัญญาจากคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น (คสช.) หนี้ที่สะสมพอกพูนทำให้บริษัทต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองเพื่อขอให้มีการชำระหนี้ การฟ้องร้องครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2564 ครอบคลุมหนี้ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2564 ซึ่งมีเงินต้น 10,978 ล้านบาท และดอกเบี้ย 3,499 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 14,477 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ให้ กทม. และ บริษัท กรุงเทพธนาคม (KT) ร่วมกันชำระหนี้ก้อนดังกล่าว โดย กทม. ได้ชำระให้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปีเดียวกัน
สำหรับการฟ้องร้องครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2565 เนื่องจากหนี้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มียอดเงินต้น 10,128 ล้านบาท และดอกเบี้ย 2,708 ล้านบาท โดยศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ กทม. และ KT ร่วมชำระหนี้ ซึ่ง กทม. ก็ไม่ได้อุทธรณ์ในคดีที่สองนี้ การชำระเงิน 36,444 ล้านบาท ในวันนี้ จึงประกอบด้วยยอดหนี้จากการฟ้องร้องครั้งที่ 2 (ประมาณ 12,800 ล้านบาท) บวกกับหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากการฟ้องร้องจนถึงปัจจุบัน (24,100 ล้านบาท) โดยแยกเป็นเงินต้น 31,482 ล้านบาท และดอกเบี้ย 4,962 ล้านบาท หนี้ก้อนนี้ครอบคลุมช่วงเดือนมิถุนายน 2564 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ บีทีเอสยังได้ตอบรับคำขอของ กทม. ในการลดอัตราดอกเบี้ยลงไป 200 ล้านบาทด้วย
พ.ต.อ. สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ได้เน้นย้ำว่า การชำระหนี้ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยอย่างละเอียดรอบคอบว่าสัญญาจ้างเดินรถระหว่าง BTS กับกรุงเทพธนาคมเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลได้พิจารณาประเด็นสำคัญที่เคยถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หยิบยกขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งรวมถึงประเด็นที่ว่าการทำสัญญาจ้างเดินรถส่วนต่อขยายนั้น ไม่ใช่การแก้ไขสัญญาสัมปทานเดิม แต่เป็นสัญญาที่แยกต่างหาก การวินิจฉัยของศาลในแนวทางเดียวกันทั้งสองคดีนี้ ทำให้ กทม. และ KT ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลปกครอง แม้ว่าคดีความที่ ป.ป.ช. ชี้มูลจะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดก็ตาม
นายคีรี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทต้องไปหาเงินเพื่อมาจ่ายต้นทุนในการเดินรถเอง ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล โดยต้นทุนค่าเดินรถส่วนต่อขยาย 1 และ 2 อยู่ที่ประมาณ 730 ถึง 740 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งหากรวมส่วนเส้นตรงกลางด้วย ค่าจ้างวิ่งจะอยู่ที่ประมาณ 1,300 ถึง 1,400 ล้านบาทต่อเดือน โดยเงินที่บริษัทได้รับชำระในวันนี้ จะนำไปคืนหนี้สินเดิมประมาณ 15,000 ล้านบาท และที่เหลืออีกกว่า 20,000 ล้านบาท จะนำมาเตรียมไว้สำหรับการใช้จ่ายและการลงทุนในอนาคต ผลจากการได้รับชำระหนี้ครั้งนี้ ทำให้ภาพรวมทางการเงินของบริษัทดีขึ้นทันที โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ลดลงจาก 1.39 เท่า เหลือเพียง 1.0 กว่าเท่า
สำหรับภาระการชำระหนี้ในอนาคต นายคีรีกล่าวว่า ทาง กทม. ได้ทำความเข้าใจและยอมรับแล้วว่าจะชำระค่าจ้างเดินรถให้บริษัทอย่างตรงต่อเวลา โดยจะชำระในวันที่ 20 ของทุกเดือน ภายหลังจากที่บริษัทได้ส่งบิลไปในวันที่ 3 ของต้นเดือนตามสัญญา โดยบริษัทหวังว่าจะไม่มีความล่าช้าเกิดขึ้นอีก และยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมืออย่างเต็มที่กับรัฐบาลในการพิจารณานโยบายการรวมสายรถไฟฟ้าและอัตราค่าโดยสารใหม่