- โฆษณา -

ไทยพีบีเอส ปรับตัว พร้อมต่อยอดสื่อสาธารณะ จาก “ยาสามัญประจำบ้าน” สู่ “อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน”

คุณภาพชีวิต26 ส.ค. 2569 • 16:17 น.
ไทยพีบีเอส ปรับตัว พร้อมต่อยอดสื่อสาธารณะ จาก “ยาสามัญประจำบ้าน” สู่ “อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน”



ไทยพีบีเอสรายงานผลงานปี 2568 ต่อวุฒิสภา ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล พร้อมเดินหน้าพัฒนา Thai PBS Verify และ VIPA รับมือข่าวลวงและเทคโนโลยี AI ด้านสมาชิกวุฒิสภาชื่นชมความน่าเชื่อถือขององค์กร และเสนอให้ไทยพีบีเอสก้าวจากการเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” สู่ “อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน” ของสังคม ควบคู่กับการขยายฐานผู้ชมคนรุ่นใหม่และการวัดผลด้วยผลกระทบต่อสาธารณะ


องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา นำโดย ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พร้อมด้วยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารองค์กร รวม 6 คน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

- โฆษณา -


ดร.นพ.โกมาตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้สื่อสาธารณะต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงยึดมั่นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับ 5 บทบาทหลัก ได้แก่ การเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ การพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะระดับชาติ VIPA การสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อมโยงข้อมูลจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง การรับมือข่าวลวงและภัยจากเทคโนโลยี และการเป็นพื้นที่กลางท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายของสังคม

“ไทยพีบีเอสยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และประชาชนในพื้นที่ชายแดน ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น สถานีประชาชน ศูนย์ภัยพิบัติ นักข่าวพลเมือง และเวทีสาธารณะ เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะสู่ผู้กำหนดนโยบาย ขณะที่ในปี 2569 คณะกรรมการนโยบายจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Data Governance และสถาปัตยกรรมข้อมูล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้ข้อมูลขององค์กร”ดร.นพ.โกมาตร กล่าว

ด้าน นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า แม้ไทยพีบีเอสจะไม่ได้แข่งขันด้านเรตติ้ง แต่ได้รับการยอมรับในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ของสังคม ที่ประชาชนเลือกใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ทั้งการถ่ายทอดสดพระราชพิธี การรายงานสถานการณ์ชายแดน การติดตามปัญหาสาธารณะ และการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน
ตลอดปี 2568 ไทยพีบีเอสยังขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษา เด็กและเยาวชน รวมถึงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ผ่านรายการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ผ่านโครงการสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันยังพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพทั้งสารคดี ละคร และรายการบันเทิงที่มีศักยภาพเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติ

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ไทยพีบีเอสได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ รวม 63 รางวัล และมียอดรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รวมกว่า 2,500 ล้านวิว โดยอันดับการรับชมออนไลน์ขยับจากอันดับ 7 ขึ้นสู่อันดับ 4 ของประเทศ สะท้อนการเข้าถึงผู้ชมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนกว่าครึ่งมองว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทยในฐานะสื่อสาธารณะ
ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปราย 9 คน ได้ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลายประเด็น โดยชื่นชมบทบาทของไทยพีบีเอสในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน Thai PBS Verify การทำหน้าที่สื่อเพื่อสันติภาพ และการเป็นพื้นที่กลางของสังคม

นายสุทนต์ กล้าการขาย สว. กล่าวว่า ในยุคที่สังคมมีข้อมูลจำนวนมหาศาลและมีข้อมูลบิดเบือนเพิ่มขึ้น บทบาทของสื่อสาธารณะยิ่งมีความสำคัญ และยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ภัยพิบัติ และการนำเสนอข่าวเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ จึงเสนอให้ ไทยพีบีเอส กำหนดยุทธศาสตร์ด้าน Audience อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และออกแบบเนื้อหาแบบ Digital First ตั้งแต่ต้น พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าภายใน 3 ปี จะเพิ่มสัดส่วนผู้ชมกลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีได้อย่างไร

“ไทยพีบีเอส ควรปรับจากการวัดผลด้วย เรตติ้ง ไปสู่การวัด Public Impact หรือผลกระทบต่อสาธารณะ เช่น ข่าวหนึ่งชิ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การได้รับความช่วยเหลือ หรือทำให้ประชาชนรู้เท่าทันปัญหา พร้อมเปิดเผยผลกระทบจากการดำเนินงานในแต่ละภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นายสุทนต์ กล่าว

นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กล่าวแสดงความยินดีกับไทยพีบีเอสที่ในปีนี้สามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกำไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยพีบีเอสไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ที่มุ่งแข่งขันเพื่อให้ได้เรตติ้งสูงสุด แต่จุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสคือ “ความน่าเชื่อถือ” โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนว่าไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจในระดับสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง จึงควรรักษาจุดแข็งดังกล่าวและต่อยอดให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นายสุนทร กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอสมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวไปได้มากกว่าการเป็นเพียง “ยาสามัญ” สำหรับสังคม แต่ควรพัฒนาไปสู่การเป็น “อาหารไทยที่คนไทยบริโภคทุกวัน” คือเป็นสื่อที่ประชาชนเลือกเปิดรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีส่วนช่วยยกระดับจิตสำนึกสาธารณะของสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

ภายหลังการอภิปราย คณะผู้บริหารไทยพีบีเอสได้ชี้แจงและขอบคุณต่อทุกข้อเสนอแนะ พร้อมยืนยันว่าจะนำความคิดเห็นจากสมาชิกวุฒิสภาไปพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพ Thai PBS Verify การขยายเครือข่ายการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส