New Normal ระบบสาธารณสุขไทย กับอีก 18 เดือน ที่ต้องอยู่กับโควิด-19
เพจเฟซบุ๊ก Gossipสาสุข โพสต์ข้อความระบุว่า...
New Normal ระบบสาธารณสุขไทย
กับอีก 18 เดือน ที่ต้องอยู่กับโควิด - 19
.
.
จนถึงตอนนี้ สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ “วัคซีน” สำหรับโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะไม่เกิดขึ้นเร็ว และโรคนี้ จะไม่หายไปง่ายๆ ตามนิยามของนักวิทยาศาสตร์ - นักวิจัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คือให้เตรียมตัวในกรณีที่ “แย่ที่สุด”ไปอีกอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง
.
ปัญหาที่คนเหล่านี้กังวลก็คือ จะทำอย่างไรให้วิถีชีวิตหลังจากนี้ จะปลอดภัยจากการระบาด “เวฟที่ 2” มากที่สุด เพราะยังมีคนอีกมากที่มีเชื้ออยู่ในตัวแต่ไม่แสดงอาการ และผลการศึกษาหลายตัว ก็ชี้ไปในทางเดียวกันว่าโคโรนาไวรัส 2019 สามารถกลายพันธุ์ - ปรับตัว ได้ดีกว่าที่คาด ไม่ “ตาย” หรือหายไปแบบโรคซาร์ส ซึ่ง “ร้ายแรง” กว่า และมี “อัตราตาย” สูงกว่าโควิด - 19
.
คำถามสำคัญก็คือจะทำอย่างไร ให้ระบบเศรษฐกิจ และ “ชีวิต” ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมๆ ไปกับการยกการ์ดสูง ป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสกลับมา สิ่งที่ต้องยอมรับหลังจากนี้อีกอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง ระบบหนึ่งที่ต้องปรับตัวไม่แพ้กันก็คือ ระบบการแพทย์ – สาธารณสุข ที่จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
.
ก่อนหน้าการระบาดของโควิด – 19 บุคลากรทางการแพทย์นั้น ขึ้นชื่อว่า “งานหนัก” อยู่แล้ว แต่ในช่วงชีวิตคนที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่ต้องเจอวิกฤตที่หนักหนาสาหัสในระดับนี้
.
ในสหรัฐอเมริกา เจอผู้ป่วยหลักล้านคน หลายประเทศในยุโรป เจอผู้ป่วยหลักหลายแสน แม้แต่ในประเทศไทย ที่เจอผู้ป่วย 2,000 กว่าคน แม้จะไม่มากนัก แต่วิกฤตนี้ ก็ทำให้บุคลากรสาธารณสุข ตกอยู่ใน “ความเสี่ยง” มากกว่าที่เคยเป็นมาก่อนหลายเท่า
.
สหรัฐฯ มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อล่าสุดเกิน 1 หมื่นคน สหราชอาณาจักร ซึ่งมีระบบสาธารณสุข ที่ “แข็งแรง” ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก หรือระบบ NHS นั้น มีแพทย์ - พยาบาล ติดเชื้อหลายพันคน และเสียชีวิตไปแล้ว 137 คน ในฟิลิปปินส์ บุคลากรทางการแพทย์ คิดเป็น 19% ของจำนวนผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ทั้งหมด และในไทย แม้จะควบคุมโรคนี้ได้ดี ก็มีแพทย์ – พยาบาล - ทันตแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุขอื่น ติดเชื้อไปมากกว่า 80 คน
.
การติดเชื้อจำนวนมาก มาจากการขาดอุปกรณ์ป้องกันตัว ไม่ว่าจะหน้ากาก N95 ไม่ว่าจะชุด PPE และในเวลาที่วิกฤตหนัก ไม่รู้ว่าใครมีเชื้อบ้าง ก็ทำให้แพทย์ทุกคน มีความเสี่ยงติดเชื้อมากเข้าไปอีก
.
เป็นไปได้ว่า หากไม่สามารถรั้งบุคลากรเหล่านี้ไว้ในระบบได้ การขาดแคลน “บุคลากร” ด้านสาธารณสุข จะหนักกว่าเดิม เพราะไม่มีใครอยากที่จะเสี่ยงกับเชื้อไวรัสไปเรื่อยๆ ด้วยภาระงานที่หนักหน่วง อุปกรณ์ป้องกันตัวที่ไม่เพียงพอ และค่าตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า
.
แน่นอน ในอีก 18 เดือนข้างหน้า รัฐจะลงทุนกับระบบสาธารณสุขมากขึ้น งบประมาณจะลงไปกับการป้องกันโรคระบาดมากขึ้น ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาวัคซีน – สูตรยาสำหรับรักษาโควิด - 19
.
และก็ชัดเจนว่า ประเทศที่มีระบบสาธารณสุข “แข็งแกร่ง” อย่างไทย ซึ่ง “ระยะห่าง” ระหว่างโรงพยาบาล และคนไข้ ไม่ได้มากนัก ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาก็ถูกแสนถูก ทำให้โรคนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทั่วโลก หันมามองหาระบบสาธารณสุขที่ทำให้คน “เข้าถึง” การรักษาได้ง่ายขึ้น
.
แต่คำถามสำคัญก็คือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ฝั่งโรงพยาบาล ฝั่งระบบสุขภาพ ตั้งแต่ระดับสถานีอนามัย เรื่อยไปจนถึงโรงพยาบาลน้อยใหญ่ จะสามารถทำงานอยู่ได้ในอีก 18 เดือนข้างหน้า ภายใต้ New Normal โดยที่มีความเสี่ยงกับการติดเชื้อน้อยที่สุด มีความพร้อมรับมือการระบาดระลอกที่ 2 ที่ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการทำให้บุคลากรสาธารณสุข สามารถทำงานได้ด้วยภาระงานที่ไม่ “ล้น” เกิน
.
อันดับแรกคือต้องจัดสรร จัดการตำแหน่ง ค่าตอบแทน สวัสดิการ บุคลากรเหล่านี้ให้ “สมน้ำสมเนื้อ” มากขึ้น เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงในการทำงานช่วงเวลานี้ ซึ่งอาจลากยาวไปอีกนานหลายเดือน ซึ่งยังไม่นับรวมโรคตามฤดูกาลอย่าง “ไข้เลือดออก” ซึ่งจะทำให้ทั้ง อสม. ทั้งเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และแพทย์ - พยาบาล ในโรงพยาบาล ต้องทำงานหนักยิ่งขึ้นในช่วงฤดูฝน
.
เพราะฉะนั้น การสร้างระบบสวัสดิการ การเพิ่มค่าตอบแทน จึงสำคัญมากในช่วงเวลาแบบนี้..
.
พร้อมกันนี้ ก็ควรต้องลงทุน จัดการหา “อุปกรณ์ป้องกันตัว” ไม่ว่าจะหน้ากาก N95 หรือชุด PPE เพื่อเตรียมความพร้อม รับมือกับโรคระบาดนี้ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่เห็นทางออกของเรื่องนี้ง่ายๆ
.
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ควรทำควบคู่ไปในช่วงเวลานี้ ก็คือการลงทุนกับระบบ Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกล ควบคู่ไปด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า ในช่วงเวลานี้ มีแพทย์ – ทันตแพทย์ จำนวนมากที่ไม่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ต้อง “หยุดงาน” และคนไข้จำนวนมาก ก็ได้รับผลกระทบ เพราะไม่สามารถไปพบแพทย์ได้ตามปกติ ทั้งที่มีอาการป่วยด้วยโรคเรื้อรัง – โรคประจำตัวอื่นๆ หรือสงสัยว่าจะป่วยด้วยโควิด – 19
.
เมื่อ Telemedicine ถือเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคภูมิใจไทย และนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขยุคนี้อยู่แล้ว ก็สมควรกำหนดเดตไลน์ 2-3 เดือนนี้ ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยหาก Telemedicine สามารถเชื่อมโยงกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็จะลดจำนวนผู้ที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง หรือคนแก่ เพื่อพบแพทย์ได้ และจะสามารถคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น ลดภาระของโรงพยาบาล ของบุคลากรสาธารณสุขได้เช่นกัน
.
หากคนทำงานออฟฟิศ สามารถ Work from Home ได้ คนไข้ ผู้ป่วย ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ ติดต่อแพทย์จากที่บ้านได้เช่นกัน ขอเพียงสร้างระบบที่เอื้ออำนวย เพื่อให้สามารถลดการเดินทาง และลดความเสี่ยงให้มากที่สุด
.
นี่คือตัวอย่างเล็กๆ ของการสร้าง New Normal ในวงการสาธารณสุข เพื่อมองให้ไกลกว่าการจัดการป้องกัน – ควบคุมโรคเฉพาะหน้า
.
เพราะต้องไม่ลืมว่า คนไทย และระบบสาธารณสุขไทย เพิ่งเจอโรคนี้ แค่ใน “ระลอกแรก” เท่านั้น ยังเหลืออีกเป็นปี กว่าที่จะผ่านไปได้...
.
#COVID19 #โควิด #NewNormal