“HPV” วัคซีนต้องห้าม!ในหญิงตั้งครรภ์

คุณภาพชีวิต2 มี.ค. 2563 • 06:50 น.
“HPV” วัคซีนต้องห้าม!ในหญิงตั้งครรภ์
มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านมในประชากรหญิงไทย ORYOR.COM ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุ แต่ละปีพบผู้ป่วยประมาณ 10,000 คน และเสียชีวิตถึง 5,000 รายต่อปี สาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส Human Papilomavirus หรือเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) สายพันธุ์ 16 และ 18 ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเจริญผิดปกติ และเปลี่ยนเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ดังนั้น จึงมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) จากสองสายพันธุ์ 16 และ 18 ขึ้นมา วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) มี 2 ชนิด ได้แก่ Quadrivalent vaccine (ชนิดไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ 6, 11, 16 และ 18) และ Bivalent vaccine (ชนิดไวรัส 2 สายพันธุ์ คือ 16 และ 18) โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี ควรได้รับให้ครบก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกและก่อนการติดเชื้อ จึงจะสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ได้ร้อยละ 90-100 สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อแล้ววัคซีนไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ทั้งนี้ การป้องกันการติดเชื้อจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ส่วนระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีนยังคงต้องติดตามผลต่อไป เนื่องจากวัคซีนยังไม่มีข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนยาวเกินกว่า 10 ปี โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) มีความปลอดภัยสูง จึงไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง แต่จะพบอาการปวด บวม แดง คัน บริเวณที่ฉีดวัคซีน ในบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ผื่นคันตามตัว และอาจมีไข้ ดังนั้น หลังจากฉีดวัคซีน ควรนอนพักเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที และไม่ควรขับรถหรือเดินทางกลับบ้านคนเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว แต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากวัคซีนไม่สามารถป้องการการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งมีข้อควรระวัง ไม่แนะนำให้ฉีดในหญิงตั้งครรภ์