เตือน!โรคมือเท้าปากพบบ่อยในเด็กเล็ก/ยังไร้วัคซีนป้องกัน

คุณภาพชีวิต9 พ.ย. 2563 • 11:40 น.
เตือน!โรคมือเท้าปากพบบ่อยในเด็กเล็ก/ยังไร้วัคซีนป้องกัน
ยังต้องรักษาแบบประคับประคอง แนะให้เด็กทานของเย็นป้องกันขาดน้ำได้ เช่น โยเกิร์ต หากพบเด็กซึม หรือมีไข้สูงติดต่อกัน 3 วันต้องรีบพบหมอ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคมือ เท้า ปาก มักพบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และอาจพบได้ประปรายในเด็กโต โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กที่เลี้ยงตามเนอสเซอรี่ หรือ โรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก อาจพบได้บ่อย เพราะมีการสัมผัสของเล่นร่วมกัน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปีและอาจพบบ่อยในช่วงฤดูฝน เกิดจากเชื้อไวรัสในลำไส้ โดยเฉพาะไวรัสจะเข้าสู่ปากโดยการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก หรือน้ำตุ่มพองจากแผลของผู้ป่วย และหาก ไอ จาม รดกันก็สามารถติดต่อกันได้ นพ.อดิศัย ภัตตาตั้ง ผอสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเด็กได้รับเชื้อไวรัส มือ เท้า ปาก 3 -6 วัน จะเริ่มมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ต่อมาจะมีอาการเจ็บปาก กลืนน้ำลายลำบาก เบื่ออาหาร และไม่ยอมทานอาหาร อาจเกิดจากมีตุ่มแดงขึ้นที่บริเวณลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม มีตุ่มพองใสแดงที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และสามารถพบได้ที่บริเวณ หัวเข่าทั้งสองข้าง หรืออาจขึ้นบริเวณก้นได้ ตุ่มแดงใสจะยุบและหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาโดยเฉพาะ แพทย์จะรักษาตามอาการ โดยปกติโรคนี้มักไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองหากไม่พบภาวะแทรกซ้อน แต่อาจสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ปกครอง ฉะนั้น ผู้ปกครองควรดูแลเด็กเล็กและบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีไข้สูง ซึม ไม่ยอมดื่มน้ำหรือทานอาหาร อาเจียนร่วมด้วย เหนื่อยหอบ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอดได้ และส่งผลให้เด็กเสียชีวิต วิธีป้องกันโรคมือ เท้า ปาก 1.สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน 2.หมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ทางที่ดีควรล้างด้วยสบู่และน้ำบ่อยๆ หรือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร 3.หลีกเลี่ยงใช้สิ่งของร่วมกัน 4.ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น ห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะในช่วงมีการระบาดของโรค 5.หากเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ควรหยุดเรียน และพักผ่อนให้หายป่วยก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ไปแพร่เชื้อเด็กคนอื่น และต้องรีบแจ้งให้โรงเรียนทราบ ที่สำคัญผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตอาการบุตรหลาน หากมีอาการผิดปกติ ควรพาเด็กมาพบแพทย์โดยเร็ว