'รสนา' ชี้ไทยสามารถรอดแบกหนี้ 2 หมื่นล้าน เพียงรัฐบาลลดภาษีน้ำมันดีเซลลง 5 บาท
จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) กระทรวงพลังงาน กู้ยืมเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 20,000 ล้านบาท พร้อมทั้งขยายกรอบวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน จาก 20,000 ล้านบาท เป็น 30,000 ล้านบาท โดยในอนาคต สกนช.สามารถกู้ยืมเงินเพิ่มเติมได้อีก 10,000 ล้านบาท ซึ่งมติดังกล่าวอ้างว่าเพื่อรักษาสถานะของกองทุนน้ำมัน ที่ปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่ไม่มาก ให้สามารถช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรนั้น ทำให้หลายฝ่ายวิตกว่าจะเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชนเกินไปหรือไม่ เพราะลำพังเงินกู้เพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ 500,000 ล้านบาท ที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ก็เป็นจำนวนไม่น้อย
ทั้งนี้ นางรสนา โตสิตระกูล แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กล่าวว่า การกู้เงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจะนำมาใส่ในกองทุนน้ำมันนั้นไม่มีความจำเป็น เพราะความจริงแล้วเป็นการกู้มาเพื่อพยุงอัตราภาษี ให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตราเดิม คือลิตรละ 5.99 บาท ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันก็ยังคงสามารถขายน้ำมันดีเซลได้ในราคาลิตรละประมาณ 30 บาท เหมือนเดิม
ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนและสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท เพื่อให้ราคาน้ำมันปรับลดลงเหลือลิตรละ 25 บาท แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉย ซึ่งแปลว่านอกจากประชาชนจะต้องเสียภาษีน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในอัตราที่สูงมาก คือรวมแล้วถึงลิตรละ 8 บาท (ภาษีสรรพสามิต 5.99 บาท/ลิตร ภาษีเทศบาล 0.59 บาท/ลิตร ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.87 บาท/ลิตร) แล้ว ยังต้องแบกภาระหนี้พร้อมดอกเบี้ยจำนวนมหาศาลอีกด้วย
โดยตามโครงสร้างราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันขายปลีก จะประกอบด้วย ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเทศบาล + VAT + กองทุนน้ำมัน +กองทุนอนุรักษ์พลังงาน + ค่าการตลาด ซึ่งปัจจุบันน้ำมันดีเซลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมัน (1.99-2.56 บาท/ลิตร) จึงสามารถกำหนดราคาขายอยู่ที่ประมาณ 30 บาท/ลิตร (หากจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมัน ราคาขายน้ำมันดีเซลจะอยู่ที่ 31.99 บาท/ลิตร) ซึ่งเงินสมทบกองทุนน้ำมันที่ไม่ต้องจ่ายก็จะไปดึงเอาเงินทุนน้ำมันส่วนกลางซึ่งปัจจุบันจัดเก็บจากน้ำมันเบนซินมาโปะ ทำให้เงินในกองทุนน้ำมันร่อยหรอลงมาก เนื่องจากจำนวนผู้ที่ใช้น้ำมันเป็นดีเซลสูงถึง 70% ขณะที่ผู้ใช้น้ำมันเบนซินมีเพียง 30% เท่านั้น โดย ณ วันที่ 21 ต.ค. 2564 กองทุนน้ำมันเหลืออยู่ที่ 9,200 ล้านบาท
ซึ่ง นางรสนา กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลลดภาษีน้ำมันดีเซลลง 5 บาท/ลิตร ราคาน้ำมันก็จะปรับลดลงทันที และหากจะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 1.99-2.56 บาท/ลิตร ราคาน้ำมันดีเซลก็ยังไม่ถึง 30 บาท/ลิตร ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ อีกทั้งจริงๆแล้วในปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาแต่อย่างใด เนื่องจากเดิมจุดประสงค์ของกองทุนน้ำมันคือ เพื่อใช้เป็นกลไกในการป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันจากกรณีที่ราคาในตลาดโลกสูงขึ้น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่ไม่สูงเกินไป