นักวิชาการตั้งคำถาม “น้ำพุโซดา” ดื่มได้จริงหรือ! “อ.เจษฎ์” เตือนกลุ่มเสี่ยงต้องห้าม!อันตราย
ระบุถึงกรองเอาเหล็กออก แต่ยังมีไบคาร์บอเนตสูงเกินเกณฑ์น้ำแร่ตามมาตรฐาน ดื่มมากๆ จะอันตรายหรือไม่ ขณะอ.เจษฎา จุฬาฯ ห่วงกลุ่มเสี่ยงไม่ควรดื่ม ด้านกรมอนามัยชี้น้ำที่จะดื่มได้ต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพองค์การอนามัยโลก
นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุ “คำถามดื่มน้ำบาดาล น้ำพุโซดา..ช่วยตอบด้วยครับว่ามันดื่มได้จริงๆ
1.กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เตรียมแจก น้ำพุโซดา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ให้ประชาชนดื่มสัปดาห์หน้า
2.น้ำบาดาลในบ่อที่ 1 และ 2 มีค่าไบคาร์ บอเนตสูง 2,420 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 1,870 มิลลิกรัมต่อลิตร ฟลูออไรด์สูงเล็กน้อย 1.4 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 1.1 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีเหล็กสูง 10 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 28 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ
3.ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 3308 ( พ.ศ. 2547 )ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพ.ศ. 2511เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำแร่ธรรมชาติหรือมอก.2208 2547 ดังภาพข้างล่าง..กำหนดเกณฑ์สูงสุดของไบคาร์บอเนตต้องไม่เกิน600มก./ล
4.ไม่ควรนำมาดื่มเลยต้องกรองเอาเหล็กออกก่อนแต่ก็ยังได้รับไบคาร์บอเนตค่อนข้างสูงมากเกินเกณฑ์น้ำแร่สำหรับดื่มของสมอ. ดื่มไปมากๆจะมีผลกระทบต่อร่างกายหรือไม่? ใครช่วยตอบด้วยครับ”
ขณะที่รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไม่ควรนำมาดื่มกิน ถ้ายังไม่ได้กรอง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไต อาการบวมน้ำ โรคความดันโลหิตสูง มีกรดในกระเพาะมาก ไม่ควรดื่ม เพราะน้ำดังกล่าวมีแร่ธาตุสูง โดยเฉพาะไบคาร์บอร์เนตเป็นหลัก อาจเป็นอันตรายได้
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ระบุ น้ำบาดาลโซดาจากแหล่งน้ำดิบตามที่เป็นข่าวมีค่าฟลูออไรด์สูงอยู่ที่ปริมาณ 1.1-1.4 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีค่าเหล็กสูงอยู่ที่ปริมาณ 10-28 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงเกินกว่าเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ.2563 ที่กำหนดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยฟลูออไรด์ต้องมีค่าไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร และเหล็กต้องมีค่าไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร
“หากร่างกายได้รับฟลูออไรด์ ปริมาณสูงเกิน 0.07 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เป็นเวลานานจะเป็นสาเหตุของการเกิดสภาวะฟันตกกระตามมาได้”
สำหรับเหล็กหากมีในน้ำดื่มไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถดื่มได้ทุกวันโดยไม่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ถ้ามากกว่านั้นอาจจะเกิดการสะสมจนเกิดภาวะเหล็กเกิน ตามอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อต่อ ตับ ตับอ่อน และหัวใจ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคตับ โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน เนื่องจากในแต่ละวันคนเราจะได้รับเหล็กในอาหารเป็นหลักอยู่แล้ว
“การมีเหล็กในน้ำเกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร จะทำให้เกิดสี กลิ่น และรสที่ไม่น่านำมาดื่ม นอกจากนี้หากนำมาเป็นน้ำใช้ยังทำให้เกิดคราบเกาะตามเสื้อผ้าและสุขภัณฑ์ตามบ้าน”
ดังนั้น เมื่อนำน้ำบาดาลโซดาดังกล่าวมาตั้งทิ้งไว้ข้ามคืนจะเกิดตะกอนขุ่นสีเหลืองถึงส้ม ซึ่งเกิดจากเหล็กในน้ำทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ทำให้สภาพน้ำ ไม่น่าดื่มจึงควรนำมาปรับปรุงคุณภาพน้ำตาม กระบวนการผลิตน้ำประปาบาดาลและตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาก่อน ที่จะแจกจ่ายให้ประชาชนใช้อุป โภค บริโภค
ซึ่งกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำในระบบประปาจะมีการเติมอากาศลงไปในน้ำดิบก่อนเพื่อให้ทำปฎิกิริยากับเหล็กในน้ำจนเกิดตะกอนของสนิมเหล็กแล้วนำไปผ่านการกรองด้วยทรายกรองอีกทีหนึ่ง หรือใช้สารกรองที่มีคุณสมบัติในการดูดซับเหล็กในน้ำบาดาล เช่น ทรายแมงกานีส
อธิบดีกรมอนามัย กล่าวน้ำที่เหมาะสำหรับการบริโภคในครัวเรือนนั้น ควรมีคุณภาพตามเกณฑ์แนะนำขององค์การ อนามัยโลก ซึ่งกรมอนามัยใช้เป็นแนวทางในการจัดทำเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้มาโดยตลอด ซึ่งประกาศ กรมอนามัย เรื่องเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ.2563 ได้กำหนดเกณฑ์เพื่อชี้วัดคุณภาพน้ำประปา ที่เหมาะสมสำหรับการบริโภค โดยมีตัวชี้วัดทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ จำนวน 21 รายการ เพื่อเป็นเกณฑ์อ้างอิงทางวิชาการที่ใช้ในการผลิตน้ำประปาให้เหมาะสมสำหรับการบริโภคในครัวเรือน