“2564” ปีสงครามโรค (โลก) ไวรัสโควิด

คุณภาพชีวิต29 ธ.ค. 2564 • 13:49 น.
“2564” ปีสงครามโรค (โลก) ไวรัสโควิด
รบกันข้ามปีตั้งแต่ ปี 2563 มาถึงปี 2564 ที่กลายเป็นทั้งปีของทั่วโลก ที่ต้องเผชิญผจญกับความรุนแรงของโรคที่ได้ขึ้นชื่อว่าร้ายแรงที่สุดที่มนุษยชาติได้ประสบพบเจอ สำหรับประเทศไทย ขอย้อนไทม์ไลน์โควิดบุกประเทศตั้งแต่ต้น 12 ม.ค.63 พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในไทย เป็นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ 15 ม.ค.63 พบคนไทยรายแรกเดินทางกลับจากต่างประเทศติดเชื้อ 31 ม.ค.63 พบผู้ป่วยคนไทยรายแรกติดเชื้อในประเทศ ทั้งที่ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ โดยมีอาชีพขับรถแท็กซี่ 1 มี.ค.63 พบผู้เสียชีวิตรายแรกในไทย เป็นชายวัย 35 ปี 29 มี.ค.63 กระทรวงสาธารณสุข ประกาศโรคโควิดเป็นโรคติดต่ออันตราย 6 มี.ค.63 เกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์ ที่สนามมวยและแพร่กระจายไปหลายจังหวัด 16 มี.ค.63 รัฐบาลประกาศยกเลิกวันหยุดสงกรานต์ ล็อกดาวน์ 22 มี.ค.63 โควิดไทยเข้าสู่การระบาดระลอกแรก อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปีถึงเข้าช่วงใกล้ท้ายปี จากสถานการณ์ที่ดูจะไม่ดีกลับค่อยๆ ดีขึ้น และไทยได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลกเป็นอย่างมาก ถึงความสำเร็จในการรับมือกับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด แต่โควิดไม่ปล่อยให้ช่วงเวลาแห่งความสุข อยู่กับคนไทยได้นาน 17 ธ.ค.63 เกิดคลัสเตอร์ใหญ่ ในตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร และกลายเป็นการเข้าสู่การระบาดรอบที่ 2 ของประเทศไทย จากนั้นในช่วง 1 เดือน ยอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสมเรือนหมื่นคนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 9 ก.พ.64 คลัสเตอร์โควิด ลามที่ตลาดพรพัฒน์ จ.ปทุมธานี สืบเนื่องมาจากตลาดกลางกุ้ง แหล่งอาหารทะเลใหญ่สุดของไทย และได้กระจายไปทั่วประเทศ ซ้ำด้วย 3 เม.ย.64 เกิดการระบาดระลอก 3 ที่คลัสเตอร์สถานบันเทิงทองหล่อ ที่เป็นการแหกกฎที่รัฐบาลตั้งไว้โดยคนของรัฐบาลเสียเอง ทั้งยังเป็นเจ้ากระทรวงใหญ่ ก่อให้เกิดคำถามอื้ออึงถึงความรับผิดชอบของรัฐมนตรี ที่สถานการณ์อย่างนี้ยังทำตัวลั้นลาไปเที่ยวผับกันได้ แม้ต่อมาจะมีการเปิดไทม์ไลน์ว่าไม่ได้ไป แต่ติดจากเจ้าหน้าที่ในกระทรวงฯที่ชอบไปเที่ยวย่านนั้นก็ตาม ซึ่งยากที่สังคมจะเชื่อคำพูด คลัสเตอร์ทองหล่อยังแพร่กระจายไปทั่วไทยได้อย่างมโหฬาร ทั้งต่อมาพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในย่านชุมชนใหญ่คลองเตย ขณะเข้าใกล้เทศกาลสงกรานต์ แต่กลับไม่มีการล็อกดาวน์ มีการเดินทางข้ามจังหวัด ท่ามกลางความห่วงใยในสถานการณ์ของคณะแพทย์ถึงความเสี่ยง ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุเป็นวลีสั้นๆ “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” และก็เกิดจริงๆ เมื่อปล่อยให้มีการเดินทางข้ามจังหวัดก็พาเชื้อกลับไปติดลูกหลานญาติพี่น้องกันระนาว ************************ หนึ่งในเสียงมากมายของทางกลุ่มแพทย์ที่ได้ฉายภาพสะท้อนให้สังคม โดยเฉพาะภาครัฐที่อยากให้รับรู้ ประหนึ่งเป็นอีกหนึ่งบันทึกในประวัติศาสตร์วงการสาธารณสุขไทยถึงความจริงที่เกิดขึ้น โดยนพ.ศุภโชค เกิดลาภ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยระบุในขณะนั้นว่า “ในรอบนี้ รัฐบาลไม่สามารถสั่งล็อกดาวน์ได้ อาจจะด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจหรืออื่น ๆ ซึ่งสิ่งที่เจอในตอนนี้ เป็นดั่งฝันร้ายของวงการสาธารณสุข ตอนแรกของการระบาด คนที่ติดคือคนทำงาน หรือคนที่ไปเที่ยวสถานบันเทิง แต่ในตอนนี้ คนที่ติดเริ่มเป็นผู้สูงอายุ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย โดยส่วนใหญ่นั้น คือติดมาจากลูก ๆ ที่กลับบ้านช่วงสงกรานต์ บางคนบอกว่าลูกกลับมาจากเที่ยว และในช่วง 2-3 วันมานี้ เริ่มจะติดตามไม่ได้แล้วว่าติดมาจากไหน ใช้แต่อาการแสดงทาง clinical + lab + CXR และเมื่อสอบถามก็พบว่า ไม่มีไม่ความเสี่ยงอะไรเลย” - แต่2-3 วันมานี้คือ tracking (การติดตาม) ไม่ได้แล้วนะว่าไปติดมาจากไหน ท่ามกลางภาพความโศกสลดในหัวใจของคุณหมอกับความจริงที่ต้องประสบ “ที่ความพีคคือมีหลายๆ ความยากลำบาก เช่น พ่อแม่บวก ลูกลบ แต่ลูกอายุ 3 เดือน, ปู่ย่า บวก เป็นผู้ป่วยติดเตียง ลูกเอามาติด นอน ICU แต่ลูกอีกคนที่เป็น caregiver negative และนอนติดเตียง, ตายายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่เป็นลบ ลูกผู้ดูแลเป็นบวกและต้อง admit ไม่มีใครดูแลตายาย และไม่มีใครพาตายายไป swab เนื่องจากเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง, คนไข้เก่าขยับไม่ออก คนไข้ใหม่ก็เข้ามาไม่ได้ เกิดปรากฎการณ์คอขวด ขึ้นมาเลยในหลายๆ ที่ และโรงพยาบาลต่างๆเกิดปรากฏการณ์ “ป้อมแตก” ขณะกลุ่มหมอ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์หลายคนที่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะติดจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อโดยที่ไม่ทันทราบ และไม่ได้ตั้งใจ หลายๆคนใช้ชีวิตปลอดภัยมากแต่พลาดเพราะไม่รู้ว่าคนที่เราอยู่ใกล้ๆ นำพาเชื้อมา (เพราะไม่คิดว่าจะติดได้ เลยประมาท) เป็นช่วงที่เริ่มได้ notice ว่าให้ใช้ favipiravir ด้วยความจำกัดจำเขี่ยมากขึ้นจนทำให้เรากลัวเหลือเกินว่าจะมียาเหลือพอหรือไม่ และมันก็เกิดวงจรที่ไม่ควรเกิด.... “เตียงไม่พอ => admit ไม่ได้ => รออยู่บ้าน => อาการหนักเพราะ delay ยา=> ต้องใช้ยาเยอะกว่าเดิมและใช้ ICU => กินเตียงนาน => เตียงเต็มเตียงไม่พอ วนไปเป็นนิรันดร์” เจ้าหน้าที่ทำงานหนักแบบ 200 เปอร์เซ็นต์ ทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรอื่นๆนอกโรงพยาบาล บางโรงพยาบาลไม่สามารถรับเคสได้อีกเพราะเตียง “ล้น” บางโรงพยาบาลคนหายไปเพราะถูก quarantine หรือ ติดเชื้อไปบางส่วน, การดูแลผู้ป่วย non covid เริ่มได้รับปัญหาเรื่อยๆเพราะเกิดการ down size ระบบบริการเพื่อไปเทกับ COVID care โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เป็นแบบนี้ ยาที่เริ่มจำกัดจำเขี่ย เราก็ยังได้ยิน timeline ประหลาดๆเช่น บุคคลชั้นสูงของบางกิจการติดเชื้อเป็นร้อยเพราะไปจ้างสาว PR มาจัดงานเลี้ยงในช่วงเวลาแบบนี้ เป็นต้น ข่าวผู้เสียชีวิตรายวันเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ช้าๆ สุดท้าย ภาพที่เห็นในอนาคตนี้ช่างยากลำบากเหลือเกิน ขอให้ทุกท่านช่วยกัน และรีบร่วมมือหยุดวงจรเหล่านี้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น อาจจะมีวันที่เราไม่เหลือเตียงและยารักษาหวังว่าเบื้องบนระดับผู้ใหญ่ระดับประเทศจะเห็นพ้องตรงกันว่า นี่คือวิกฤตของประเทศแล้ว อาเมน” ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นมาก ท่ามกลางกำลังแพทย์ จำนวนเตียงที่ไม่พอ ได้ก่อวิกฤติในพื้นที่กทม. เตียงเต็ม คนไข้ล้นโรงพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนไม่รับตรวจโควิด ขณะการตรวจโควิดที่หน่วยงานราชการจัดไว้ต้องรอคิวตรวจฟรีจริงแต่ต้องรอกันข้ามวันข้ามคืนทั้งมีจำกัด ท่ามกลางคนป่วยจำนวนมากต้องนอนรักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน รอคิวเตียงว่าง ในช่วงแรกที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแล ต้องดูแลตัวเองกันตามมีตามเกิด และเกิดเป็นภาพโศกสลด เจ็บปวดที่สุดในหัวใจ ผู้เสียชีวิตในบ้านจำนวนมาก ทั้งการเสียชีวิต ในที่สาธารณะ โควิดปี 2564 เรียกว่าแทบจะไม่ปล่อยเวลาให้ทั้งคนไทย และกลุ่มบุคลากรการแพทย์ได้พัก ยกทัพมาใหม่อีก ช่วงปลายพ.ค.64 พบไวรัสสายพันธุ์เดลต้า (จากอินเดีย) ระบาดในไทยเป็นครั้งแรก พบในกลุ่มคนงานแคมป์ก่อสร้างหลักสี่ และทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นหลักหลายพันคน/วัน มากกระทั่งมียอดผู้ติดเชื้อสูงติดต่อกันในทุกวันกว่า 5,000 ราย และยอดผู้เสียชีวิตทุกวันติดต่อกัน ช่วงเดือนกรกฎาคม ศ.เกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กระทรวงสาธารณสุข เผยมองว่าการระบาดของโควิดในประเทศไทย ขณะนี้เป็นระลอกที่ 4 เพราะเป็นสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ระบาดในชุมชน ครอบครัว และองค์กร การติดเชื้อหาที่มาที่ไปไม่ได้ เข้ากับคำจำกัดความของระลอกใหม่ หรือ Wave ใหม่ ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุ ว่า “เราคงไม่เรียกว่าระลอก 4 เพราะระลอก 3 ยังคุมไม่ได้ ตอนนี้มี เดลตา เบตา น่าจะเรียกว่า ระลอก 3 เสริมพิเศษ หรือ ระลอก 3 ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ว้าเหว่” 9 ก.ค.64 ศบค. แถลงมาตรการล็อกดาวน์ ประกาศเคอร์ฟิว คุมเข้มพื้นที่ 10 จังหวัด ปิดห้างฯ เปิดได้เฉพาะซูเปอร์มาเก็ต ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อปิดเวลา 2 ทุ่ม ขนส่งสาธารณะเปิดถึง 3 ทุ่ม สั่งปิด “นวด สปา สถานเสริมความงาม” เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 4 หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงมาก ทั้งนี้ ในเดือนสิงหาคม พบตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไทยในวันที่ 13 ส.ค.64 แตะสูงสุดที่ 23,418 ราย และผู้เสียชีวิตสูงสุดในวันที่ 18 ส.ค.64 อยู่ที่ 312 ราย จากตัวเลขติดเชื้อพุ่งสูงสุด เป็นทรงตัว และค่อยๆ ไต่ลงโดยใช้ระยะเวลาเทียบกับขาขึ้น ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน พบผู้ป่วยติดเชื้อสะสมในไทยทะลุ 2 ล้านคน 6 ธ.ค.64 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงยืนยัน พบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอน หรือโอไมครอน รายแรกในไทยแล้ว โดยเป็นชายชาวอเมริกัน เดินทางมาจากสเปน ตรวจพบจากระบบ Test and Go 20 ธ.ค. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงไทยผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศ เป็นหญิงติดจากสามีที่เป็นนักบินชาวโคลัมเบีย เดินทางเข้าประเทศมาในระบบแซนด์บ็อกซ์ ยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนภายในประเทศ 22 ธ.ค.กระทรวงสาธารณสุข ระบุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานพบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายโอไมครอนเพิ่มอีก 104 ราย ยืนยันสายพันธุ์แล้ว 27 ราย อยู่ระหว่างรอผล 97 ราย (ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “Suppachok NeungPeu Kirdlarp” , เพจ “อนุทิน ชาญวีรกุล”