ผู้ป่วยโควิดใช้สิทธิลต.

คุณภาพชีวิต19 พ.ค. 2565 • 16:55 น.
ผู้ป่วยโควิดใช้สิทธิลต.
นายกฯ รับแก้ปัญหาโควิดโจทย์ยาก นัดถก“ศบค.” ผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ด้าน"เลขาฯสมช."เตรียมชงออกมาตรการแยกโซนคูหาให้คนติดโควิดใช้สิทธิเลือกตั้ง"ผู้ว่าฯกทม.-พัทยา" นายกฯ รับแก้ปห.โควิดโจทย์ยาก พร้อมเปิด “ศูนย์อาเซียนด้านการรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่” ส.ค.นี้ ที่ห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พ.ค.65 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมเสวนา "ถามมา - ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม" ( Better Thailand Open Dialogue) โดยนายกฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” ตอนหนึ่งว่า การเกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นวิกฤติโลกที่เราไม่ได้ก่อและเป็นมหาวิกฤติครั้งที่ใหญ่ส่งผลกระทบรุนแรงทางเศรษฐกิจทุกประเทศในโลกรวมถึงประเทศไทย เราถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในระดับต้นๆ ของโลก เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 20 ของจีดีพี การระบาดของโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกหยุดเดินทาง และการท่องเที่ยวไม่สามารถสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้เหมือนก่อน นายกฯ กล่าวว่า เมื่อมองย้อนกลับไป 2 ปี วิกฤติโควิด-19 เป็นโจทย์ยาก เพราะเราสู้อยู่กับศัตรูที่มองไม่เห็น ไม่มีอาวุธใดจะปราบได้ โดยช่วงเริ่มการระบาดทั่วโลกจำเป็นต้องปิดประเทศและใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน เพื่อประคับประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจ การต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 ต้องสร้างมาตรฐานในหลายระลอกมีวัคซีนก็ต้องแบ่งปัน เพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศนโยบายต่างๆ ที่ออกมาคำนึงถึงการสร้างความสมดุล ทั้งมิติด้านสุขภาพและมิติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้ นายกฯ กล่าวอีกว่า โดยเมื่อวันที่ 1 ก.ค.64 ประเทศไทยได้นำร่องเปิดประเทศในโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์และได้เปิดประเทศจริงจังเมื่อ 1 พ.ย.64 ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ แม้เปิดประเทศแล้วเรายังจำเป็นต้องระมัดระวังและเตรียมความพร้อมทั้งวัคซีนและยารักษาเพราะวิกฤติการแพร่ระบาดยังไม่จบสิ้น ทั้งนี้ผลสัมฤทธิ์จากความร่วมมือร่วมใจของคนไทย ทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ อสม.และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่เกี่ยวข้อง ทำให้องค์กรต่างประเทศหลายแห่งรวมถึงองค์การอนามัยโลกได้ยอมรับและชื่นชมประเทศไทยให้เป็นประเทศที่รับมือกับสถานการณ์โควิดได้ดีเป็นลำดับต้นๆ ของโลก “แม้โควิดจะเป็นวิกฤติโลก แต่เป็นโอกาสของไทย 1. ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพระบบสาธารณสุขไทย ทั้งการรักษา การให้บริการ การรับมือโรคอุบัติใหม่และภาวะฉุกเฉิน 2.ยกระดับความมั่นคงทางด้านสุขภาพ ตั้งแต่บริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ ทีมหมอครอบครัว อสม. รวมถึงขีดความสามารถในการวิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนโควิด และ 3.ส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสาธารณสุข(Medical and Wellness Hub) ของโลก โดยไทยได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการของศูนย์อาเซียนด้านการรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases : ACPHEED) ซึ่งจะเปิดในเดือนส.ค.นี้ ทั้งยังส่งเสริมโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเปิดตลาดอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างเต็มที่ หลังวิกฤติโควิดอีกด้วย” นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ครั้งที่ 8/2565 ในวันศุกร์ที่ 20 พ.ค.นี้ โดยที่ประชุม ศบค.เตรียมพิจารณาในประเด็นต่างๆ ทั้งการเตรียมผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมเพิ่มเติม ภายหลังสถานการณ์โรคโควิด ในประเทศไทยเริ่มคลี่คลาย และมีแนวโน้มดีขึ้น ยอดผู้ติดเชื้อลดลง อัตราการเสียชีวิตน้อยลง รวมทั้งอาจมีการพิจารณาปรับพื้นที่สีใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ระบาดโควิด ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ยังประเมินว่าภายในปลายเดือนพ.ค.นี้ สถานการณ์โควิดของไทยจะเข้าสู่ระยะโรคลดลง และอาจพิจารณาลดระดับการแจ้งเตือนภัยจากระดับ 3 ในเวลานี้ เป็นระดับ 2 อย่างไรก็ตาม นายกฯ ย้ำถึงความจำเป็นที่ยังจะต้องมีมาตรการที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้กลุ่ม 608 โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มนี้ได้ จะทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตลดลงได้อีก สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ วันที่ 19 พ.ค.65 รวม 6,305 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 6,303 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 2 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,171,480 ราย (ตั้งแต่ 1 ม.ค.65) หายป่วยกลับบ้าน 7,567 ราย หายป่วยสะสม 2,137,205 ราย (ตั้งแต่ 1 ม.ค.65) ผู้ป่วยกำลังรักษา 59,579 ราย เสียชีวิต 42 ราย จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,104 รายเฉลี่ยจังหวัดละ 14 ราย อัตราครองเตียง ร้อยละ 14.7 ด้าน พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศปก.ศบค.) กล่าวก่อนการประชุมศปก.ศบค. ถึงการดูแลความมั่นคงในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ดูแลทุกอย่างอย่างเรียบร้อยดี ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่ผิดปกติ ทุกหน่วยได้รับมอบแนวทางไปแล้ว โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเจ้าภาพ ส่วนหน่วยที่ดูแลในระดับพื้นที่คือกทม. และเมืองพัทยา ซึ่งได้มีมาตรการต่างๆ รองรับไว้หมดแล้ว รวมทั้งมาตรการจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำหรับผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ให้สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ โดยจะนำมาหารือในการประชุมวันนี้ด้วยเช่นกัน ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมศบค. ชุดใหญ่ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ เมื่อถามว่า มีแนวทางการจัดโซนแยกสำหรับผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร พล.อ.สุพจน์ กล่าวว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการอยู่แล้ว เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ในการแยกเด็กนักเรียนในช่วงสอบ ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ใช้ได้ รูปแบบการแยกโซนเลือกตั้งสำหรับผู้ติดเชื้อจึงคล้ายกัน และมีมาตรการที่รัดกุม ดังนั้นหาก กกต. และหน่วยที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว ผู้ที่ติดเชื้อและมีสิทธิเลือกตั้งจึงสามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 22 พ.ค.นี้ได้ วันเดียวกัน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุข้อความว่า ทะลุ 524 ล้านไปแล้ว เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 752,159 คน ตายเพิ่ม 1,521 คน รวมแล้วติดไปรวม 524,630,463 คน เสียชีวิตรวม 6,294,383 คน 5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ เกาหลีเหนือ สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เยอรมัน และออสเตรเลีย เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 7 ใน 10 อันดับแรก และ 13 ใน 20 อันดับแรกของโลก จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็นร้อยละ 74.29 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 60.02 การติดเชื้อใหม่ในทวีปเอเชียนั้นคิดเป็นร้อยละ 54.23 ของทั้งโลก ส่วนจำนวนเสียชีวิตเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 13.34 สถานการณ์ระบาดของไทย จากข้อมูล Worldometer เช้านี้พบว่า เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่รวม ATK สูงเป็นอันดับ 11 ของโลก และอันดับ 5 ของเอเชีย ในขณะที่จำนวนเสียชีวิตเมื่อวาน สูงเป็นอันดับ 11 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย ถึงแม้สธ.ไทยจะปรับระบบรายงานตั้งแต่ 1 พ.ค.เป็นต้นมา จนทำให้จำนวนที่รายงานนั้นลดลงไปก็ตาม ทั้งนี้จำนวนเสียชีวิตของไทยเมื่อวานคิดเป็น 22.16% ของการเสียชีวิตทั้งหมดที่รายงานของทวีปเอเชีย การประกาศให้โรคใดโรคหนึ่งเป็นโรคที่พบได้ประจำในท้องถิ่นนั้น สิ่งที่ต้องบรรลุก่อนคือการรู้จักธรรมชาติของมันว่าระบาดอย่างไร สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของตัวเชื้อโรคนั้นได้ แต่สำหรับโควิด-19 นั้น ตราบจนถึงปัจจุบันยังคาดการณ์ได้ยากว่าตัวเชื้อไวรัสนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะอ่อนแอลงหรือแข็งกร้าวมากขึ้น แม้ในประเทศตะวันตกพอจะสังเกตเห็นได้จากสองปีที่ผ่านมาว่าจะระบาดหนักในช่วงหน้าหนาว แต่ก็ยังฟันธงไม่ได้แน่นอนนัก นอกจากปัจจัยข้างต้น ยังต้องประเมินดูสถานะที่แท้จริงของประเทศว่าตัวเลขที่เห็นจากรายงานทางการทุกวันนั้นมันสะท้อนสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคมจริงหรือไม่? เพราะหากเป็นภาพจริง ก็ย่อมทำให้ประเมินสถานะตนเองได้ดีว่าการระบาดนั้นเอาอยู่ ทรัพยากรเพียงพอ และสูญเสียน้อย จนควบคุมโรคอยู่หมัดได้จริง แต่หากเป็นภาพที่ไม่ตรงกับความจริง ตัวเลขติดเชื้อน้อย ทั้งที่จริงแล้ว คนตรวจด้วยตนเองแต่ไม่รายงาน หรือไม่ตรวจแม้จะมีอาการไม่สบาย เพราะรู้ว่ารายงานเข้าระบบไปก็ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น วิ่งหาหยูกยา หรือรักษาตนเองดูจะสะดวกกว่า หรือไม่รายงาน เพราะรู้ว่าหากเลเบลตนเองว่าติดเชื้อ จะต้องหยุดงาน ไม่มีกลไกสนับสนุนช่วยเหลือเยียวยาอย่างเพียงพอ หรือหากตัวเลขตายลดลงสวยงาม แต่โดยแท้จริงแล้วไม่สะท้อนสถานการณ์จริงที่มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ตายโดยพบว่าติดเชื้อแต่มีโรคอื่นประจำตัว ไม่รวมไว้ในรายงานสถานการณ์ให้สังคมได้ทราบ ก็ย่อมส่งผลต่อการประเมินสถานการณ์ และการรับรู้ความเสี่ยงที่บิดเบือนไป จนอาจเกิดผลต่อพฤติกรรมป้องกันตัว และการวางแผนนโยบายและมาตรการต่างๆ รวมถึงการผลักดันให้เป็น endemic disease ได้เช่นกัน ที่สำคัญมากคือ การประเมินระบบสุขภาพของตนเองว่าจริงๆ แล้ว หยูกยาที่มีใช้นั้นเป็นไปตามหลักฐานทางการแพทย์มาตรฐานสากล มีปริมาณเพียงพอ เข้าถึงได้สะดวกหรือไม่ รวมถึงวัคซีนป้องกัน และสัดส่วนประชากรทุกช่วงวัยที่ได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนที่ดีมีมาตรฐานสากลอย่างเพียงพอ ทุกเรื่องข้างต้นล้วนมีความสำคัญในการกำหนดย่างก้าวของแต่ละประเทศท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังไม่ได้สิ้นสุด หลายเรื่องในสังคมนั้น เปรียบเหมือนการขึ้นรถไฟที่ไม่หวนกลับเช่น การปลดล็อกกัญชา ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว การตัดสินใจเรื่องโรคโควิด-19 ก็เช่นกัน