สธ.ยกเคสท่าขี้เหล็กตรวจจับเร็วไม่ลุกลามต่างจากเคสสนามมวย
ผลจากรู้จักโรคมากขึ้นกว่าช่วงแรกที่มีการระบาดที่สนามมวย ทำให้กรณีจากท่าขี้เหล็กเราควบคุมได้เร็ว และขยายวงตรวจผู้สัมผัสอีก 7 จังหวัด ตรวจกว่า 7,000 กว่าราย ผลเป็นลบส่วนใหญ่ ผลบวกเพียง 2 ราย ทำให้ควบคุมได้ดี ย้ำต้องให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ในASQ อย่าให้ถึงกับต้องให้ทำงานตลอด 24 ชม.แต่เมื่อต้องตรวจผู้ป่วยในรพ.ต้องสวมหน้ากากตลอด
11 ธ.ค.2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย และจำนวนผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ว่า ตัวเลขสะสมของคนไทยที่ติดเชื้อมาจากจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียนมา รวมเป็น 49 ราย ใน 7 จังหวัด แบ่งเป็น จ.เชียงใหม่ 5 ราย จ.เชียงราย 37 ราย จ.พะเยา 1 ราย กรุงเทพฯ 3 ราย จ.พิจิตร 1 ราย จ.ราชบุรี 1 ราย และ จ.สิงห์บุรี 1 ราย โดยเป็นผู้ที่ลักลอบเข้ามาผ่านเส้นทางธรรมชาติ 17 ราย ตรวจพบใน Local Quarantine 30 ราย และติดเชื้อในประเทศ 2 ราย
หากดูตามสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่าไม่น่าเป็นห่วง ยกตัวอย่าง จ.เชียงราย ในสถานกักกันโรคของรัฐ (Local Quarantine) มีผู้กักตัวทั้งสิ้น 188 ราย ทำให้ตรวจพบเชื้อ 30 ราย มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 80 ราย ตรวจพบเชื้อ 2 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 243 ราย ไม่พบผู้ติดเชื้อ ในภาพรวมเคส จ.เชียงราย ได้ติดตามผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ติดเชื้อ 14 ราย เพื่อน 42 ราย โรงแรมที่พัก 32 ราย ที่ทำงาน 27 ราย สถานบันเทิง 1,030 ราย โรงพยาบาล 39 ราย สิงห์ปาร์ค เชียงราย 5 ราย สนามบิน 2 ราย ที่นั่งร่วมเที่ยวบิน 17 ราย และยานพาหนะอื่น ๆ 73 ราย และอื่น ๆ รวมทั้งหมด 1,298 ราย ในจำนวนนี้ติดเชื้อเพียง 2 คน นอกจากนี้ยังมีการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำที่ จ.เชียงราย โรงแรม 37 ที่ทำงาน 44 ราย ร้านอาหาร 5 ราย สถานบันเทิง 205 ราย โรงพยาบาล 84 ราย สิงห์ปาร์ค เชียงราย 776 ราย สนามบิน 8 ราย บนเครื่องบิน 79 ราย และอื่นๆ 592 ราย ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 2-9 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการตรวจหาเชื้อโดยรถชีวนิรภัยพระราชทาน ที่ จ.เชียงราย อีก 4,469 คน ผลตรวจเป็นลบ 3,688 คน รอผลตรวจ 781 คน จะเห็นว่าเฉพาะ จ.เชียงรายเรามีมาตรการที่เข้มข้นมาก
นพ.โอภาส กล่าวเปรียบเทียบกรณีพบผู้ติดเชื้อจากท่าขี้เหล็กกับกรณีที่สนามมวยว่า ทั้ง 2 กรณีมีความแตกต่างกันในแง่ความรวดเร็วในการตรวจจับ ซึ่งท่าขี้เหล็กทำได้เร็วประกอบกับเรารู้จักกับโรคนี้มากขึ้นกว่าช่วงแรกที่มีการระบาดที่สนามมวย ทำให้กรณีจากท่าขี้เหล็กเราควบคุมได้เร็ว และขยายวงตรวจผู้สัมผัสต่างใน 7 จังหวัด ซึ่งมีการระดมกำลังในการตรวจจากรายงานกว่า 7,000 กว่าราย โดยผลเป็นลบส่วนใหญ่ผลบวกเพียง 2 ราย ทำให้ควบคุมได้ดี
ในส่วนของการติดเชื้อในกลุ่มบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานกักกันทางเลือกหรือ ASQ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะให้ทำงานไม่ให้กลับบ้านนั้น นพ.โอภาส ย้ำว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเราต้องให้กำลังใจ เพราะคงไม่มีใครอยากให้ติดเชื้อ ซึ่งคงต้องมีการเข้มงวดมาตรการป้องกันตนเองของกลุ่มบุคลากรให้มาก อย่าถึงกลับให้ทำงานตลอด 24 ชม.ไม่กลับบ้านเพราะถือว่ามากเกนไปและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศ ทั้งนี้เมื่อต้องออกตรวจผู้ป่วยอื่นก็ใส่หน้ากากป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อจากผู้ป่วยด้วย
ด้านนพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์การติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ใน ASQ จำนวน 6 คน ว่า หลังจากการสอบสวนโรคและค้นหาผู้มีความเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ พบว่า ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 51 คน ในจำนวนนี้มี 1 คน ที่ผลตรวจครั้งที่ 2 เป็นบวก โดยจะตรวจอีก 1 ครั้ง ส่วนในรายอื่นจะมีการตรวจหาเชื้ออีกครั้งในวันนี้คาดผลจะออกใน1-2 วัน ก็จะทราบอึกครั้ง ส่วนกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 888 ราย ผลตรวจในครั้งที่ 1 เป็นลบทั้งหมด โดยจะมีการตรวจครั้งที่ 2 อีกครั้งก่อนออกจากสถานที่กักตัว