“วัดกลางวังเย็น” ราชบุรีเปิดสังเวชนียสถานจำลอง 4 แห่ง ตามรอยพระพุทธเจ้า สถาปัตยกรรมงดงามดั่งอินเดีย

ภูมิภาค23 ต.ค. 2568 • 19:34 น.
“วัดกลางวังเย็น” ราชบุรีเปิดสังเวชนียสถานจำลอง 4 แห่ง ตามรอยพระพุทธเจ้า สถาปัตยกรรมงดงามดั่งอินเดีย




             
วันที่ 23 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันหยุด วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ พาไปเที่ยวชมวัดโบราณแห่งหนึ่ง  ที่วัดกลางวังเย็น ตั้งอยู่ ต.วังเย็น อ.บางแพ  จ.ราชบุรี  เดิมที่วัดแห่งนี้สร้างเมื่อ รศ.1217 หรือ ประมาณปี พ.ศ. 2392  เนื้อที่ประมาณ 34  ไร่ ปัจจุบันมีพระครูโสภณอาจารวัตร เป็นเจ้าอาวาสวัด  ก่อนหน้านี้วัดได้มีการก่อสร้างจำลองสังเวชนียสถาน หรือ สถานที่สำคัญ  4 แห่งของพระพุทธเจ้า ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้แก่  สถานที่ประสูติ ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศเนปาล   สถานที่ตรัสรู้  ปัจจุบันคือ เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย  สถานที่แสดงปฐมเทศนา ปัจจุบันคือที่เมืองสารนาถ ประเทศอินเดีย   และสถานที่ปรินิพพาน ปัจจุบันคือประเทศอินเดีย  
 

            
บริเวณวัดมีสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามแปลกตา บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ยังมีต้นโพธิ์ตรัสรู้พุทธคยาอินเดีย ที่ทางอดีตพระครูโสภณอาจารคุณ  หรือ พระมหาเซียน ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอบางแพ และอดีตเจ้าอาวาสวัดกลางวังเย็นที่มรภาพไปแล้ว ได้นำมาจากประเทศอินเดียเมื่อปี พ.ศ.  2522 มาปลูกไว้จนต้นเจริญเติบโตเป็นร่มโพธิ์สวยงาม  นอกจากนี้อดีตเจ้าอาวาสยังมีแนวคิดสร้างพระผงเนื้อดินเผาเรียกว่าพิมพระพุทธเมตตานำมาติดไว้ที่บริเวณองค์สถูปสังเวชนียสถาน ซึ่งมีความสูงแห่งละไม่ต่ำกว่า 15 เมตร ติดไว้โดยรอบไม่ต่ำกว่า  100,000  องค์ ทาด้วยสีทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ มีความสวยงามแปลกตาไม่เหมือนที่อื่น ๆ ถือเป็นสถาปัตยกรรมแห่งเดียวในจังหวัดราชบุรี  ที่มีการสร้างขึ้น ด้านในแต่ละจุดจะมีประวัติเรื่องราวเกี่ยวข้องกับการประสูติ ตรัสรู้ การแสดงปฐมเทศนา  และปรินิพาน บอกเล่าเรื่องราวที่สำคัญขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

              
พระครูโสภณอาจารวัตร  เจ้าอาวาสวัดกลางวังเย็น กล่าวว่า สิ่งก่อสร้างมาจากการหลวงพ่อพระครูโสภณอาจารคุณ  อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอบางแพ และอดีตเจ้าอาวาสวัดกลางวังเย็น  ท่านเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย  ไปที่สังเวชนียสถาน ท่านปรารภไว้ว่า  โยมที่ไม่ได้ไป ก็อยากเห็นและสัมผัส จึงมีการปรารภที่จะสร้างสังเวชนียสถานขึ้นที่วัด ท่านเคยปรารภไว้ว่าท่านอายุมากแล้วยังไม่เคยสร้างอะไรไว้เลย  สิ่งที่ท่านสร้างจะมีสังเวชนียสถานทั้ง 4  หน้าอุโบสถมีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า มีรูปของนางสิริมหามายาประสูติพระโอรส มีรูปพระพุทธเจ้าตอนเด็ก มีดอกบัวมารองรับ ดำเนินได้ 7 ก้าว หมายถึงจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปได้  7 แคว้นชนบท และชู 1 นิ้วประกาศว่าตนเองกับการเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และประกาศความเป็นเลิศของพระองค์ว่าเป็นหนึ่ง เป็นเลิศประเสริฐที่สุด     ข้างพระอุโบสถ เป็นสถานที่พุทธคยาหรือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  หลังพระอุโบสถจะเป็นที่พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเป็นครั้งแรก เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง  5  ประกอบด้วย พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ  ซึ่งนั่งฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่  และสถานที่สุดท้ายคือ สถานที่ปรินิพพาน ใครเข้ามาสามารถมากราบขอพรได้  เพื่อให้เกิดความสังเวช  ที่เรียกว่าสังเวชนียสถานก็คือ มาแล้วเพื่อให้เกิดความสังเวช เพราะชีวิตของคนที่สุดแล้วก็คือในเรื่องความตาย ถือเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งไว้ โดยพระอานนท์เคยถามทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้ามาแล้วไม่พบพระองค์จะให้ไปที่ไหน ท่านจึงบอกว่าให้ไปที่สังเวชนียสถานทั้ง 4  แต่สถานที่จริงคือ ที่ประเทศอินเดีย  ถ้าใครมีโอกาสได้ไปถือเป็นเรื่องที่เป็นบุญเป็นวาสนา  ถ้าไม่มีโอกาสได้ไปก็ขอให้มาเยี่ยมชมได้ที่วัดกลางวังเย็นได้

                
ส่วนพระเนื้อดินเก่าที่ติดไว้ที่สถูป เป็นแนวคิดของอดีตเจ้าอาวาส ท่านไปได้แบบพระจากประเทศอินเดียเห็นว่าสวยดี จึงนำมาทำเป็นแบบปั๊มเป็นดินเผา นำมาแปะติดที่สถูปให้เกิดความสวยงาม มีความเข้มขลัง น่าจะประมาณถึง  1  แสนองค์   ส่วนต้นโพธิ์ต้นนี้  อดีตเจ้าอาวาสยังได้นำมาจากประเทศอินเดียเพียงต้นเดียวมาปลูกไว้  ซึ่งท่านพระครูโสภณอาจารคุณ  หรือ พระมหาเซียน  เพิ่งมรณะภาพไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ท่านมีอายุ  85  ปี  63  พรรษา จึงอยากเชิญชวนผู้สนใจด้านการท่องเที่ยวแบบมีประวัติศาสตร์ อยากให้มาเรียนรู้ในวิถีของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับสังเวชนียสถาน  เป็นอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาเรียนรู้

#ภูมิภาค-35