หอการค้าโคราชจี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.คุมแอลกอฮอล์ ห่วงธุรกิจภาคกลางคืนทรุดหนัก
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้านครราชสีมา ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นถึงการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ว่า ประเด็นที่เป็นผลกระทบทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบล่วงหน้ามากกว่านี้ การประกาศใช้ข้อบังคับกฎหมายค่อนข้างข้างกะทันหัน ทำให้ผู้เกี่ยวข้องปรับตัวค่อนข้างลำบาก ซึ่ง พ.ร.บ ฉบับป้ายแดง ระบุห้ามนั่งดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาจำหน่ายส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ก่อนหน้านี้ข่าวปรับเวลาจำหน่ายให้นานขึ้นและยกเลิกจำกัดเวลาช่วงเวลา 14:00-17:00 น. แต่กลับมาจำกัดเวลาทำให้ทั้งคนขาย คนกินสับสน ล่าสุดสมาชิกหอการค้าที่เป็นผู้ประกอบการได้ส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ฝากให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจผู้ประกอบการ ระบุรายละเอียดที่ชัดเจน เช่นสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้บ้าง ตรงไหนผิดกฎหมาย ซึ่งการออกกฎหมายต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษีด้วย หากเป็นฝ่ายรัฐอย่างเดียวก็ได้ความจริงไม่คลอบคลุมและแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ล่าสุดหอการค้าโคราชได้ทำหนังสือแจ้งไปถึงหอการค้าไทย เพื่อให้ส่วนกลางและฝ่ายรัฐรับทราบปัญหาความเดือดร้อนและร่วมขับเคลื่อนในวินวินทั้งสองฝ่าย
ทั้งนี้สภาพโดยรวมของธุรกิจกลางคืนในเมืองโคราชอยู่ในสภาวะซึมยาวกว่า 15 ปี ก่อนหน้านี้เมืองโคราชค่อนข้างคึกคักและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างมากแต่ประสบมรสุมหลายอย่างที่เกิดขึ้นทั้งการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน เราเข้าใจในบทบาทหน้าที่ แต่ความเป็นจริงได้ส่งผลกระทบให้ธุรกิจกลางคืนที่เงียบเหงาซบเซาแล้วมาเจอมาตรการใหม่อีก ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจวิกฤตกว่าเดิมอีก
ในขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในเขตเมืองนครราชสีมา ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่กำหนดห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่จำหน่ายช่วงเวลา 00.00–11.00 น. และ 14.00–17.00 น. โดยเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการและแรงงานในภาคกลางคืน
ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ การจำกัดเวลาเช่นนี้ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับซ้ำเติมธุรกิจที่ต้องพึ่งพาช่วงเวลากลางคืน เช่น ร้านข้าวต้ม ร้านอาหาร และร้านเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่จะมีเวลาขายเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน แต่ค่าใช้จ่ายยังเท่าเดิม การปิดร้านเวลาเที่ยงคืนยิ่งทำให้รายได้ลดลง พร้อมตั้งคำถามว่า “นโยบายแบบนี้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างไร ในเมื่อผลเสียเห็นได้ทั่วเมือง”
ขณะที่ผู้ประกอบการอีกหลายรายมองว่า ภาครัฐควรแยกแยะระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้ประกอบอาชีพสุจริต ไม่ควรเหมารวมว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งไม่ดี เพราะยังมีทั้งผู้ผลิตสุราชุมชนและร้านอาหารที่ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น หากกฎหมายบังคับใช้โดยไม่ยืดหยุ่น จะกระทบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งผู้ผลิต ผู้ค้า และแรงงานจำนวนมาก
หลายคนเสนอให้รัฐบาลทบทวนและปรับแก้กฎหมายให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ ที่ภาคกลางคืนถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของรายได้ในพื้นที่
#ภูมิภาค-52