เจาะสมรภูมิชัยภูมิ เขต 7 : "แสน สอดแจ้ง" ตั้งรับศึกใหญ่ ปะทะกระแสส้ม และขุนพลเพื่อไทยหน้าใหม่

ภูมิภาค29 ม.ค. 2569 • 08:53 น.
เจาะสมรภูมิชัยภูมิ เขต 7 : "แสน สอดแจ้ง" ตั้งรับศึกใหญ่ ปะทะกระแสส้ม และขุนพลเพื่อไทยหน้าใหม่

สมรภูมิอำเภอแก้งคร้อเดือดระอุ เมื่อเขตเลือกตั้งที่ 7 กลายเป็นสนามวัดบารมีทางการเมืองครั้งสำคัญของ “อัครแสนคีรี โล่ห์วีระ” ส.ส.หนุ่มแชมป์เก่า ที่หวังรักษาฐานที่มั่นตระกูลการเมืองชื่อดัง ท่ามกลางแรงรุกจากพรรคประชาชนซึ่งหวังใช้กระแสการเปลี่ยนแปลงเขย่าพื้นที่ และพรรคเพื่อไทยที่ส่งขุนพลหน้าใหม่ลงชิงชัย

“อัครแสนคีรี” งัดบารมีบ้านใหญ่ป้องกันเก้าอี้ ปะทะ “กิตติธัช” คลื่นคนรุ่นใหม่พรรคประชาชน และ “จอมจักรภพ” ขุนพลเพื่อไทย

ขั้วที่ 1 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ (พรรคกล้าธรรม)

ทายาทการเมือง บารมีแน่น ประสบการณ์เพียบพร้อม อดีต ส.ส.แชมป์เก่าที่กวาดคะแนนถล่มทลาย 38,498 คะแนน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา วัย 31 ปี พร้อมภาพลักษณ์ นักการเมืองรุ่นใหม่นักพัฒนา ที่สะสมประสบการณ์เติบโตมาจากตระกูลการเมืองระดับตำนาน ที่มีบารมีจากบิดา อดีตนายก อบจ.ชัยภูมิ และอดีต รมต. ส.ส.หลายสมัย เข้าถึงง่าย มีวาทะศิลป์ในการพูด อัธยาศัยดีทำให้มีเครือข่ายผู้นำชุมชน สจ. กลไกท้องถิ่นกลุ่มชาวบ้าน ที่หนุนหลังอย่างแข็งแกร่ง มีการลงพื้นที่รับฟังปัญหาต่อเนื่อง และผลงานแก้ปัญหาเชิงรูปธรรม ทำให้ครองใจประชาชนในแก้งคร้อ-คอนสวรรค์ ได้อย่างเหนียวแน่น เต็งหนึ่งของสนาม ทั้งทุน เครือข่าย และความได้เปรียบทางการเมือง

ขั้วที่ 2 นายกิตติธัช คำวงษ์ (พรรคประชาชน)

พลังคนรุ่นใหม่ สายอุดมการณ์ เปลี่ยนเมือง ผู้ท้าชิงสำคัญที่คว้าอันดับสองด้วย 22,980 คะแนน ในปี 2566 กลายเป็นสัญลักษณ์ของกระแสการเมืองใหม่ที่ไม่พึ่งระบบอุปถัมภ์ มีฐานเสียงเยาวชน คนทำงาน และภาคประชาสังคม เข้าถึงง่าย เป็นกันเอง สื่อสารนโยบายชัดเจน คาดยังเสียเปรียบด้านทุนและเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น เมื่อเทียบกับแชมป์เก่า แต่ผู้ท้าชิงที่มีพลังพรรคหนุน หากกระแสเปลี่ยนแรงพอ มีลุ้นพลิกสนาม

ขั้วที่ 3 นายจอมจักรภพ วัชระจินดาวัฒนะ (พรรคเพื่อไทย)

นักกฎหมาย-นักธุรกิจ สายวิชาการ หวังปักธงบ้านเกิด อดีตนิติกร DSI วัย 41 ปี แม้คะแนนเดิมอยู่ที่ 5,606 คะแนน แต่ชูโปรไฟล์การศึกษาระดับปริญญาโท และประสบการณ์งานหลวง-งานราษฎร์ ด้วยการเป็นผู้บริหารเป็นจุดขาย ทั้งมีอดีต สส. 9 สมัย บ้านใหญ่ช่วยสนับสนุน ในแบรนด์พรรคเพื่อไทย และมีฐานมวลชน ควบคู่พลังพรรคใหญ่ เขต 7 คือการชนกันระหว่าง “บ้านใหญ่ที่ฝังรากลึก” กับ “กระแสการเมืองใหม่ที่กำลังโต” โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรสำคัญของเกมส์สามเส้า

ชัยชนะไม่ได้วัดกันแค่งานบุญ งานศพ หรือการลงพื้นที่เชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะ แก้ปัญหาปากท้อง–โครงสร้าง–ความเหลื่อมล้ำ ได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้ชาวบ้านได้มากที่สุด