ผู้รับเหมาช่วงรถไฟรางคู่ร้องสื่อถูกโกงหมดตัวยกเลิกงานกว่า 75 ล้าน

ภูมิภาค29 มี.ค. 2566 • 13:33 น.โดย ชาญวิทย์ คำนวนวุฒิ
ผู้รับเหมาช่วงรถไฟรางคู่ร้องสื่อถูกโกงหมดตัวยกเลิกงานกว่า 75 ล้าน

วันที่ 29 มีนาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า หนุ่มเปิดบริษัทรับเหมา รับงานเหมาช่วงถมบดอัดดินทางรถไฟ “รางคู่” ช่วง ลพบุรี-ปากน้ำโพ ไว้ใจลูกน้องเกินไป มอบหมายงานให้เป็นผู้ประสานงาน ลักลอบนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของบริษัทฯ ไปสมัครใช้บริการ บิช ไอแบงก์กิ้ง มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก (เครื่องโทเค็น) กับธนาคาร ปลอมเอกสารยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงข้อมูล รายละเอียดการใช้ บริการบิช ไอแบงก์กิ้ง กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อถอนเงินออกจากบัญชี บริษัทฯ 4 ล้านกว่าบาท ก่อนถูกโอนกระจายไปในหลายบัญชี สงสัยเจ้าหน้าที่แบงค์รู้เห็นด้วย เมื่อเรื่องแดงขึ้น เจ้าหน้าที่ธนาคาร พยายามไกล่เกลี่ย แต่ไม่เป็นผล ผู้เสียหายเข้าร้อง “แบงค์ชาติ” และสอบถามไปที่ธนาคาร ติดตามทวงถามหลายครั้งผลัดผ่อนเรื่อยมา

ล่าสุด บริษัท ขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถเข้าดำเนินงานต่อได้ ถูกบอกยกเลิกสัญญาจ้างเหมา ในวงเงินงบประมาณกว่า 75 ล้านบาท พนักงาน ลูกจ้าง ไม่มีงานทำ และยังต้องถูกฟ้องร้องผิดสัญญากับบริษัท เครื่องจักกลที่ผ่อนส่งอยู่ด้วย 

นายจะเด็ด แสงสว่าง อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ 4 ต.บ้านหมอ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท เดอะพรมมา ทรานสปอร์ต จำกัด นายมนูล พรมมา  กรรมการ (ผู้ได้รับมอบอำนาจ) ร่วมกันชี้แจงในรายละเอียดประกอบข้อร้องเรียนว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 บริษัทเดอะพรมมา ทรานสปอร์ต จำกัด ได้เซ็นสัญญารับจ้างงาน กับบริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (เจ้าของโครงการ) ก่อสร้างรถไฟรางคู่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ สัญญาที่ 1 ช่วงบ้านกลับ-โคกกระเทียม

ต่อมาเมื่อวันที่ 16-25 ก.ค.2564 ได้มี นาย (ร) นามสมมุติ (ผู้ประสานงาน) พนักงานของ บริษัทเดอะพรมมาฯ กับพวก ปลอมเอกสารใบวางบิล ของบริษัท เดอะพรมมาฯ และ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2564 ขออนุมัติเบิกเงินล่วงหน้า จากบริษัทยูนิคฯ (ผู้ว่าจ้าง) และ บริษัท ยูนิคฯ ได้ออกตั๋วสัญญาการใช้เงิน ให้กับ บริษัท เดอะพรมมา เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2564 จำนวนเงิน 4,160,000 บาท จากนั้น เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2564 นาย (ร) กับพวก ได้ปลอมหนังสือมอบอำนาจ ไปรับตั๋วสัญญาใช้เงิน แทนบริษัท เดอะพรมมา หลังจากนั้น วันที่ 29 พ.ย.2564 นาย (ร) กับพวก ปลอมเอกสารและเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล ของบริษัท เดอะพรมมาฯ ลูกค้า บริษัทหลักทรัพย์ UOB และขายตั๋วลดเงินให้กับ บริษัทหลักทรัพย์ UOB

สำหรับหลักฐานเอกสารการปลอมแปลง เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล เพื่อนำมาใช้ใน บริการ “บิช ไอแบงก์กิ้ง” คือ นาย (ร) กับพวก ได้ลักลอบนำสมุดบัญชีเงินฝาก ชื่อบัญชี บริษัท เดอะพรมมา ทรานสปอร์ต จำกัด เลขที่ 397-4-115817 -9 ธนาคารกรุงเทพ สาขาสระแก้ว-ลพบุรี ที่ บริษัท เดอะพรมมาฯ ได้สมัครใช้บริการ “บิชไอแบงก์กิ้ง” และมีอุปกรณ์อิเลคทรอนิก (เครื่องโทเค็น) กับทางสำนักงาน ธุรกิจ ธนาคาร กรุงเทพ สาขา อ่างทอง และได้ผูกบัญชี 391-4-15817-9 ไว้ โดยมี เจ้าหน้าที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสิงห์บุรี ผู้ประสานงานรับคำขอ ใช้บริการระบบ บิชไอแบงก์กิ้ง และแนะนำบริษัทฯ ยื่นเรื่องขอเงินกู้ และเมื่อวันที่ 24/6/64 เจ้าหน้าที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสิงห์บุรี แจ้งให้ทราบว่า เงินกู้ไม่ผ่าน แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้บริษัทไปรับเครื่อง โทเค็น แต่อย่างใด จากนั้น เมื่อวันที่ 11/11/64 มีการปลอมเอกสารไปยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลรายละเอียดการใช้บริการ บิช ไอแบงก์กิ้ง กับเจ้าหน้าที่ ธนาคาร กรุงเทพ สาขาสิงห์บุรี และอ่างทอง จากนั้น เมื่อวันที่ 25/1164 มีการโอนเงินในชื่อบริษัทฯ ของธนาคารกรุงเทพ ออกโดยใช้ระบบบิชฯ และใช้เครื่องโทเค็น จำนวนเงิน 100 บาท ไปยังบัญชีมูลนิธิ กระจกเงา และ เมื่อวันที่ 30/11/64 มีรายการฝากเงินเข้าธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชีบริษัทฯ จำนวน 4,141,023.56 บาท และต่อมา มีรายการถอนเงินออกทันที 2,000,000 บาท และ ในเวลา 00.08.20 น. ของ วันที่ 1/12/64 ถอนออก 2,000,000 บาท วันที่ 2/12/64 ถอนออก 141,023.62 บาท โดยเงินถูกโอนต่อไปหลายบัญชีทันที

โดยผู้รับเหมา (ผู้เสียหาย) กล่าวต่อไปว่า หลังพบว่า มีการถอนเงินออกจากบัญชี บริษัทพรมมาฯ โอนไปยัง บัญชีมูลนิธิกระจกเงา และ ในวันที่ 30/11/64 ติดต่อวันที่ 1/12/64  และ วันที่ 2/12 64 มีการโอนเงินไปเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี นายชำนิ เพชรสงคร้าม บัญชีเลขที่ 8560321575  คนสนิทนาย (ร) อดีต ผู้ประสานงาน บริษัทฯ ตามเอกสารบริษัทฯ ทราบว่าในการถอนเงินออกไป คือการถอนโดยใช้ระบบบิชฯ และเครื่องโทเค็น

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2566  บริษัท พรมมาฯ ได้พบเห็นเอกสารคำขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการใช้บริการบิช ไอแบงก์กิ้ง ตามเอกสารคำขอ ลงวันที่ 11/11/64 พบว่า มีการขอออกรหัสพินใหม่ โดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายจะเด็ด ที่ชำรุด มาเป็นหลักฐาน เปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่ เปลี่ยนแปลง e-mail ใหม่ เบอร์โทร (มือถือ) ใหม่ โดยไม่ใช่เป็นของผู้บริหาร บริษัท แต่อย่างใด เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเบอร์โทรฯเป็นของ นายชำนิ บุคคลที่ถอนเงินออกจากธนาคารชื่อบริษัท พรมมา ฯ ซึ่ง บริษัทฯ และ นายจะเด็ด แสงสว่าง ขอยืนยันว่าไม่เคยทราบ และไม่เคยอนุญาตให้บุคคลใดกระทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ดังกล่าวแต่อย่างใด

จากเรื่องที่เกิดขึ้น บริษัท พรมมาฯ ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ส่วนกลางธนาคารกรุงเทพ ถึงการยื่นเรื่องคำขอเปลี่ยนแปลงการใช้บริการบิช ไอแบงก์กิ้ง กรณีที่มีคนแอบอ้างไปกระทำการแทนผู้มีอำนาจบริหารระบบเจ้าหน้าที่ตอบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นการขโมยข้อมูล เพราะคนที่จะขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ ต้องเป็นผู้บริหารระบบเท่านั้น ต้องไปกระทำด้วยตนเอง และยังบอกอีกว่า กรณีทีเกิดขึ้น ทางสาขาปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง คนที่นำไปยื่นแทน อาจใช้สิทธิพิเศษ เช่น ความสนิทสนม กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร

ต่อมา บริษัทฯในฐานะผู้เสียหายได้ ขอเข้าพบ ผู้บริหาร ธนาคารกรุงเทพ สาขาอ่างทอง เพื่อสอบถามถึงเรื่องเอกสารเปลี่ยนแปลงฉบับดังกล่าว ผู้บริหาร ธนาคารฯ ตอบว่า นาย (ร) ได้กรอกข้อมูลในใบคำขอเปลี่ยนแปลงเอกสารมาจากบ้านแล้ว และได้นำมาส่งให้กับธนาคารตรวจสอบ และอนุมัติ โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่า นาย(ร) อ้างว่า นายจะเด็ด แสงสว่าง ผู้บริหารบริษัท พรมมาฯป่วยเกิดอุบัติเหตุ นอนอยู่โรงพยาบาล จึงไม่สามารถมาด้วยตนเองได้

นายจะเด็ด และนายมนูล กรรมการบริหารบริษัท พรมมาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อประมวลเรื่องราวทั้งหมดแล้ว บริษัทฯ จึงได้นำหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจสอบ และ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.66 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ ธนาคารกรุงเทพ ได้ติดต่อ นายมนูล ว่า นาย (ร.) อดีตผู้ประสานงานของบริษัทฯ ผู้ต้องสงสัยการทุจริตครั้งนี้ ได้ขอรับผิดชอบคืนเงินให้กับบริษัท (บางส่วน)  และตกลงว่าให้ไปทำบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจ โดย นาย(ร) ยังทำหนังสือแสดงเป็นหลักฐานว่า หากธนาคารฯ ได้รับผลกระทบ นายชำนิ และ บริษัทโตวงศ์ ของนาย (ร) จะต้องรับผิดชอบเงินทั้งหมดจากการร้องเรียน ของบริษัท พรมมาฯ และเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพฯ ได้ส่งหลักฐานไปให้ผู้ตรวจสอบ สนง.ใหญ่แล้ว

ด้วยเหตุ และผล คณะกรรมการตรวจสอบ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทราบเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจะมีการ “คืนเงิน” ให้กับบริษัทฯ และมีการผลัดเปลี่ยนเวลานัดหมาย หลายครั้ง เป็นระยะเวลานานมาแล้ว ส่งผลให้ บริษัท พรมมาฯ ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากภาระที่บริษัทฯ ติดค้างค่าวัสดุ ภาระโดนฟ้องทางคดีแพ่ง และอาญา เรื่องค่าใช้จ่าย สาเหตุมาจากบริษัทฯ ไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว เพราะเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และจากการนัดคืนเงิน (บางส่วน) ให้กับบริษัทฯไว้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2566 ทางผู้เกี่ยวข้องก็บ่ายเบี่ยง ไม่ดำเนินการให้บริษัทฯแต่อย่างใด บริษัทฯจึงประสงค์ขอให้ มีการตรวจสอบการกระทำความผิด และขอให้ธนาคารคืนเงินให้กับบริษัท พรมมาฯ โดยเร็วต่อไป เพราะผลกระทบจากจำนวนเงินที่ถูกยักยอกไปทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบ ขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถ ดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ ส่งผลให้ บริษัทฯ ถูกยกเลิกสัญญาการก่อสร้างในช่วงอื่นๆ ในวงเงินงบประมาณกว่า 75 ล้านบาท และนอกจากนั้นแล้ว ยังทำให้ พนักงาน ลูกจ้างของบริษัท ทั้งหมดต้องตกงาน ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้าอีกด้วย