ชาวนากาฬสินธุ์โอด ปุ๋ยเคมีพุ่งกระสอบละ 1,200 บาท ไร้เงินซื้อบำรุงข้าว หวั่นผลผลิตตกต่ำ วอนรัฐเร่งแก้
ชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์โอดครวญหนัก จากภาวะราคาปุ๋ยเคมีที่ใช้บำรุงต้นข้าวในนา ทะลุกระสอบละ 1,200 บาท หากใช้สินเชื่อราคาเพิ่มอีกกระสอบละ 150 บาท ส่งผลให้ชาวนาหลายรายขาดเงินทุนซื้อ ปล่อยต้นข้าวเติบโตตามธรรมชาติ หวั่นผลผลิตตกต่ำ วอนรัฐบาลเร่งควบคุมราคา รวมถึงให้มีนโยบายประกันราคารับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ที่ตันละ 8,000-9,000 บาท แค่นี้ชาวนาก็จะพอมีกำไรและลืมตาอ้าปากได้
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพทำนา ของเกษตรกรชาว จ.กาฬสินธุ์ ทั้งในพื้นที่ใช้น้ำชลประทานและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีทั้งนำนาหว่านและนาดำ พบว่าส่วนที่ทำนาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูฝน ข้าวกำลังเริ่มแตกกอ ขณะที่กลุ่มที่ทำนาในช่วงกลางฤดูฝน พบว่าต้นข้าวกำลังตั้งตัว และให้ปุ๋ยบำรุงต้นข้าว แต่ภาพรวมที่เห็นลักษณะเหมือนกันคือ ต้นข้าวไม่ค่อยเจริญเติบโตเท่าที่ควร บางแปลงต้นข้าวแคระแกรน ใบเหลือง ทั้งๆที่ดินมีความชุ่มชื้นและมีน้ำขังหล่อเลี้ยง หลายแปลงมีวัชพืชขึ้นปกคลุม ทั้งนี้ จากการสอบถามชาวนาบอกว่าต้นข้าวได้รับปุ๋ยไม่เพียงพอ เพราะปุ๋ยเคมีที่ใช้บำรุงต้นข้าว ทั้งในระยะแตกกอและระยะรับรวง ยังมีราคาแพงมาก ไม่มีเงินจะลงทุน เพราะปัจจุบันเฉลี่ยกระสอบ/50 กก. ราคา 1,100-1,200 บาท หรือหากใช้สินเชื่อราคาจะบวกเพิ่มขึ้นอีกกระสอบละ 150 บาท
นายแก่น ภูแย้ม อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านน้อยดอนกระต่าย ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า การทำนามีปัญหามาก และต้องใช้ทุนทำนาสูงขึ้น หากทำนาหว่าน ที่ประหยัดทุนจะประสบปัญหาข้าวดีด หรือข้าวปลอมปน และต้องใช้ปุ๋ยบำรุงเป็นจำนวนมาก เนื่องจากต้นข้าวหนาแน่น หากทำนาดำ ก็จะลดปุ๋ยเคมีลง ต้นข้าวแข็งแรง ได้ผลผลิตข้าวมีคุณภาพ แต่ก็ต้องสิ้นเปลืองค่าจ้างแรงงาน หรือหากจ้างรถดำนาก็ราคาไร่ละ 1,200 บาท ชาวนาส่าวนใหญ่จึงนิยมทำนาหว่าน เพราะประหยัดทุน และคาดหวังว่าราคาขายผลผลิตข้าวเปลือกจะดี ที่หากขายได้ราคาตันละ 8,000-9,000 บาทหรือ กก.ละ 8-9 บาท ชาวนาก็พอลืมตาอ้าปากได้ แต่หากราคาต่ำกว่านี้ ขาดทุนแน่นอน เพราะต้นทุนผลิตสูงทั้งค่ารถไถนา ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ค่าแรง โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีดังกล่าว
นายแก่น กล่าวอีกว่า ราคาปุ๋ยเคมีที่ใช้กับนาข้าว ทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ที่จำหน่ายตามท้องตลาดหลายสูตร ยังมีราคาที่แพง โดยตรึงราคาเดิมต่อเนื่องมีหลายปี ไม่มีท่าทีว่าจะปรับราคาลดลงแต่อย่างใด ซึ่งปุ๋ยเคมีที่ตนนำมาใช้บำรุงต้นข้าวระยะแตกกอ และระยะรับรวงอยู่ที่กระสอบละ 1,100-1,200 บาท เฉลี่ยชาวนาจะใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราประมาณ 20–30 กก.ต่อไร่ต่อครั้ง โดยแบ่งให้ปุ๋ยตามช่วงอายุและการเจริญเติบโตของข้าว เพื่อให้ต้นข้าวได้รับธาตุอาหารอย่างคุ้มค่า หากพื้นที่นาหลายไร่ก็ต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอ แต่หากชาวนาไม่มีเงินทุนซื้อปุ๋ยมาบำรุงต้นข้าว ต้นข้าวก็จะรับปุ๋ยไม่ทั่วถึง ก็จะชะงักการเจริญเติบโต ถึงแม้จะมีน้ำหล่อเลี้ยง หากไม่ได้รับปุ๋ยหรือสารอาหารบริบูรณ์ ก็อาจจะเกิดโรคระบาด และผลผลิตตกต่ำ
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ในภาพรวมจึงพบว่าชาวนาหลายราย ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะซื้อปุ๋ยเคมีมาบำรุงต้นข้าว ส่งผลให้ต้นข้าวแคระแกรน ใบมีสีเหลืองซีด เหมือนถูกปล่อยให้เจริญเติบโตเองตามธรรมชาติ เห็นแล้วรู้สึกเสียดายและเสียโอกาส เพราะลงทุนลงแรงมาแล้วทั้งค่าจ้างรถไถ ค่าน้ำมันสูบน้ำ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าแรง ชาวนาจึงเรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีแพง เพื่อชาวนาจะได้มีกำลังซื้อมาบำรุงต้นข้าว หรือหากเป็นไปได้ขอให้ควบคุมและลดราคาลงที่กระสอบละ 800 บาท รวมถึงให้มีนโยบายประกันราคารับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ที่ตันละ 8,000-9,000 บาทหรือ กก.ละ 8-9 บาท เพียงแค่นี้ชาวนาก็จะพอมีกำไรและลืมตาอ้าปากได้