“เขื่อนลาวสัญชาติไทย”...เนื้อแท้ของเขื่อนไซยะบุรี คือการแย่งทรัพยากรโดยคนร่ำรวยไปจากคนรากหญ้าที่พึ่งพาธรรมชาติจากสายน้ำโขงเพื่อดำรงชีวิต
เฟซบุ๊ก อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ได้โพสต์ข้อมูลสำคัญลงใน เพจแม่โขงสายสำคัญเชื่มสัมพันธ์วิถีชีวิต ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
เนื้อแท้ของเขื่อนไซยะบุลี ก็คือ #การแย่งทรัพยากรโดยคนร่ำรวยไปจากคนรากหญ้าที่พึ่งพาธรรมชาติสายน้ำโขงอยู่
#การกักน้ำให้น้ำหน้าเขื่อนสูงกว่าหลังเขื่อนถึง30เมตร เป็นตัวการทำให้น้ำโขงตอนล่าง (หลังเขื่อน) ลดลงกลายเป็นแห้งหาย กระทบรุนแรงต่อวิถีชีวิตผู้คนไทย-ลาวสองฝั่งโขงเป็นอันมาก
#เขื่อนไซยะบุลี #เขื่อนไทยสัญชาติลาวที่กำลังฆ่าแม่น้ำโขงอยู่ขณะนี้นั้น พูดง่ายๆก็คือ #เขื่อนไซยะบุลี เป็นที่หาความร่ำรวยของพวกเล่นหุ้น พวกนี้ไม่รู้ทุกข์รู้ยากของชาวริมฝั่งโขงหรอกครับ พวกนี้รู้แต่ว่าราคาหุ้นขึ้น CKPower คือบริษัทลูกของ ช.การช่าง ผู้สร้างเขื่อนไซยะบุลี
“โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีไม่ได้มีความกังวลเรื่องภัยแล้ง เนื่องจากมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลสถิติประมาณน้ำในแม่น้ำโขงตลอด 46 ปีที่ผ่านมาจะมีโอกาสที่น้ำมากและน้ำน้อยเป็นวัฏจักรโดยค่าเฉลี่ยของปริมาณน้ำตามสถิติจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและในแต่ละปีจะยังมีความผันผวนในแต่ละฤดูโดยไตรมาส 1-2 จะมีปริมาณน้ำน้อยอยู่ที่ประมาณ 40-50% ของค่าเฉลี่ย ไตรมาส 3 จะมีปริมาณน้ำมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2 เท่า ส่วนในไตรมาส 4 จะมีปริมาณน้ำใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย จากปริมาณน้ำดังกล่าว การคาดการณ์สัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าในแต่ละช่วงจะอยู่ที่สัดส่วนประมาณ 20: 20 : 32 : 28 ในไตรมาสที่ 1 ถึง 4 ตามลำดับ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีรายได้ที่สม่ำเสมอตามการคาดการณ์”
นอกจากนี้โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานน้ำ ถือเป็นพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ผันผวนในตลาดโลกรวมถึงยังมีต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งพลังงานอื่นทำให้ไฟฟ้าที่ผลิตได้มีราคาต่อหน่วยที่สามารถแข่งขันได้ในตลาด
สำหรับรายได้ของ CKP ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โดยถือหุ้นที่ 37.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 6,359 ล้านบาทในปี 2559 เพิ่มเป็นกว่า 9,000 ล้านบาท ในปี 2561 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 รายได้เติบโตกว่า 24% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2561 เป็น 4,730 ล้านบาท จากการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายกำลังการผลิตและกระจายความเสี่ยงด้วยการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่หลากหลาย โอกาสทางธุรกิจของ CKP ยังมีอีกมาก ทั้งจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) และโครงการในประเทศเพื่อนบ้านนอกจากนี้การเปิดดำเนินการเต็มปีของโรงไฟฟ้าไซยะบุรีในปี 2563จะทำให้ผลประกอบการของ CKP ดีขึ้นจากส่วนแบ่งกำไรที่จะได้รับจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรี โดยกำไรสุทธิสำหรับปี 2561 อยู่ที่ 599 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 7%
CKP มีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้ารวมเป็น 5,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำโคเจนเนอเรชั่น และพลังแสงอาทิตย์รวม 2,167 เมกะวัตต์และยังมีโครงการที่พิจารณาเพื่อลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดย CKP ให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว และเมียนมา โดยให้ความสนใจโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาวเป็นลำดับแรก นอกจากนี้โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์และโคเจนเนอเรชั่นก็ยังอยู่ในความสนใจโดยวางนโยบายผลตอบแทนจากการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 10% CKP จึงเป็นหุ้นเติบโตเหมาะกับการลงทุนในระยะยาว เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน.
ข้อมูลจาก https://www.thunhoon.com/212674/54/10/
ภัทรวินทร์ ลีปาน
หนองคาย