รองผู้บังการกองปราบคดียักยอกเงินสมเด็จวันรัต สอบเส้นทางบัญชีเงินจากเจ้าของโรงโม่พร้อมเจ้าอาวาสวัด

ภูมิภาค6 เม.ย. 2565 • 17:57 น.
รองผู้บังการกองปราบคดียักยอกเงินสมเด็จวันรัต สอบเส้นทางบัญชีเงินจากเจ้าของโรงโม่พร้อมเจ้าอาวาสวัด
รองผู้บังการกองปราบคดียักยอกเงินสมเด็จวันรัตสอบเส้นทางบัญชีเงินจากเจ้าของโรงโม่พร้อมเจ้าอาวาสวัด ขณะเจ้าของโรงโม่แถลงสื่อเปิดความจริง,พบโปร่งใส คาดยักยอกกองอื่นฯระบุดำเนินคดีไปแล้ว 2 คดี อ.บ่อไร่ จ.ตราด/เวลา 09.00 น.วันที่ 6 เมษายน 2565 ที่วัดรัตนวราราม อ.บ่อไร่ จ.ตราด พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(รองผบก.ป.) เดินทางพบนายสุรศักดิ์ อิงประสาน เจ้าของบริษัท เพชรสยามศิลาตราด จำกัด และนายพิชานนท์ อิงประสาน ลูกชาย พร้อมพระครูกิตติวัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดรัตนวราราม เพื่อติดตามเส้นทางการเงินที่คนสนิทสมเด็จพระวันรัตที่ทำงานยักยอกเงินกว่า 200 ล้านบาท โดยการสอบปากคำครั้งนี้ รองผบก.ป.ได้สอบถามในเรื่องเงินที่ทางบริษัทเพชรสยามศิลาตราด จำกัดได้รับการโอนเงินผ่านเข้ามาในบัญชีบริษัทว่ามีรายละเอียดอย่างไร และมีการเบิกจ่ายไปทำอะไร และให้ใคร? รวมทั้งมีธุรกรรมการเงินอย่างไรบ้าง ซึ่งนายสุรศักดิ์ อิงประสาน และพระครูกิตติวัฒนคุณได้อธิบายถึงการเบิกจ่ายและนำเอกสารการเบิกจ่ายที่มีกว่า 50-60 หน้ามาแสดงให้พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพทราบซึ่งได้มีการสอบถามในรายละเอียดเพื่อให้ทุกคนได้อธิบายในประเด็นที่ตั้งข้อสงสัย หลังจากใช้เวลานานกว่า 1.30 น.จึงทำการสอบสวนเเล้วเสร็จโดยพ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า ที่ต้องเดินทางมาสอบปากคำทั้ง 3 คนเนื่องจากมีเส้นทางการเงินของสมเด็จวันรัตที่มีการโอนเงินมาจากธนาคารกสิกรสาขาบางลำพูแล้วส่งมาที่บัญชีโรงโม่เพชรสยามศิลาตราด เป็นเงินจำนวนมาก ในการมาก่อสร้างวัดรัตนวรารามในอำเภอบ่อไร่ มีมูลค่าเกือบ 200 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาก่อสร้างจึงต้องเดินทางตรวจสอบว่ายอดเงินการโอนและการใช้จ่ายตรวกันหรือไม่ ซึ่งพบว่า มีความโปร่งใสและยอดการโอนตรงกัน ส่วนที่ต้องมีการโอนเงินมายังบัญชีของบริษัท เพชรสยามศิลาตราดจำกัดนั้น เพราะว่า เจ้าของโรงโม่งเป็นผู้บริจาคที่ดินให้สมเด็จฯเพื่อก่อสร้างวัดกว่า 60 ไร่ จึงดำเนินการโอนเงินมาให้ แต่การเบิกจ่ายจะมีเจ้าอาวาสวัดและคนของสมเด็จฯดูแลและเบิกจ่ายเอง โดยการโอนในแต่ละครั้งนั้นจะมีจำนวนไม่เท่ากันตลอดระยะเวลา 5 -6 ปี นับร้อยครั้ง ซึ่งจากการจรวจสอบทั้งต้นทางและปลายทางไม่มีปัญหา เพราะมียอดตรงกัน ส่วนการที่คนสนิทสมเด็จวันรัตจะมายักยอกเงินนั้นจะมาจากกองไหนนั้นไม่ข้อตอบแต่จะอยู่ในสำนวน “ที่ต้องโอนเงินก่อสร้างวัดมาที่บัญชีของโรงโม่เพราะว่า เจ้าของโรงโม่ได้บริจาคที่ดินให้กว่า 60 ไร่ และช่วงแรกยังไม่เป็นวัดจึงไม่มีการตั้งบัญชีเพราะยังไม่เป็นวัด พอมีสถานภาพเป็นวัดแล้วจึงมีผู้รับผิดชอบ ในการทำธุรกรรม ส่วนการโอนมีจำนวนครั้งมาก และมีรายละเอียดมาก แต่ส่วนใหญ่จะดูการยักยอกที่ต้นทางมากกว่า ซึ่งในปลายทางที่มีเจ้าอาวาสวัดและเจ้าของโรงโม่นั้นมีความชัดเจน เรียกว่า มีความโปร่งใสก็แล้วกัน ซึ่งไม่มีข้อพิรุธว่ามีการทุจริตแต่อย่างใด” พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า ในส่วนของการยักยอกที่จะไปเอาเงินจากกองอื่นนั้นทางตำรวจก็ได้มีการตรวจสอบแล้ว และมีการดำเนินคดีไปแล้ว 2 คดี อีกทั้งสมเด็จวันรัตได้ตั้งเงินก่อสร้างแยกไว้เป็นกองๆและมีการเบิกจ่ายเป็นระบบไม่มีการเบิกข้ามกัน จะสร้างโรงเรียน จะสร้างวัดก็ทำไปตามงบประมาณนั้น และได้ทำการเบิกจายไปตามวัตถุประสงค์ หลังจากนั้น นายพิชานนท์ อิงประสาน ลูกชายของนายสุรศักดิ์ อิงประสาน กล่าวว่า หลังจากได้แสดงบัญชีทั้งหมดตั้งแต่การเบิกจากมาทำการก่อสร้างวัดก็เบิกจ่ายไปตามที่ได้รับมาจากทางสมเด็จ ฯจึงมีจำนวนกว่า 140 ล้านบาท และเหลือเงินมาอีก 14 ล้านบาท และยอดสุดท้ายโอนเงินมา 19 ล้านบาท เป็นบัญชีของวัดรัตนวรารามใช้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ที่ผ่านมากระแสสังคมได้มองว่าเมื่อมีข่าวยักยอกเงินทำให้มุ่งมาที่บริษัทฯ แต่วันนี้ได้เกิดความเข้าใจในการเบิกจาายแล้ว ซึ่งไม่ได้รู้สึกกังวลกับเรื่องกฏหมาย แต่กังวลกับกระแสสังคมมากกว่า แต่วันนี้ก็ได้รับทราบอย่างชัดเจนแล้ว และต่อไปการก่อสร้างที่เหลือก็จะได้ดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ของท่าน พระครูกิตติวัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดรัตนวราราม เปิดเผยหลังได้ชี้แจงเงินที่ได้รับการโอนมาจากสมเด็จวันรัต ว่า เพิ่งมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดรัตนวรารามได้เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และได้เข้ามาดูแลเงินที่ก่อสร้างตั้งแต่แรก เพราะทั้งหมดโอนมาในบัญชีของโรงโม่เพชรสยามศิลาตราด แต่ยอดล่าสุดที่มีการโอนมาก็คือ 19 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดเงินที่ใช้ในการจ่ายค่าแรงและค่าวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งค่าเขียนภาพภายในอุโบสถ แต่ที่ผ่านมา มีเจ้าอาวาสองค์เก่าดูแลอยู่ ซึ่งจากการที่แถลงให้กับรองผู้บังคับการกองปราบทั้งยอดที่โอนมาจากต้นทางกับยอดที่รับมามียอดตรงกัน ซึ่งแสดงถึงความโปร่งใสและไม่มีการทุจริตใดๆ “การก่อสร้างวัดยังไม่แล้วเสร็จในขณะนี้ แต่สมเด็จวันรัตได้เสียชีวิตไปก่อน ซึ่งนับจากนี้จะดำเนินการก่อสร้างที่เหลือให้แล้วเสร็จทั้งในส่วนที่เป็นกำแพง ภาพวาดในโบสถ์ และไฟฟ้าส่องสว่าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ทั้งหมด” ขณะที่เวลา 13.30 น.วันเดียวกัน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพเดินทางไปที่วัดคิรีวิหาร และโรงเรียนวัดคิรีวิหาร(สมเด็จวันรัตอุปถัมป์)เพื่อสอบเส้นทางการเงินที่สมเด็จวันรัตได้นำเงินมาก่อสร้าง โดยเฉพาะอาคารเรียนของโรงเรียนวัดคิรีวิหาร(สมเด็จวันรัตอุปถัมป์)ซึ่งมีนางสาวธิดา นางสาวธิดา เมฆวะทัต ผู้อำนวยการโรงเรียนคีรีวิหาร(สมเด็จวันรัตอุปถัมป์)ให้การต้อนรับและชี้แจงถึงงบประมาณการก่อสร้าง โดยระบุว่า เงินที่ทำการก่อสร้างไม่ได้ผ่านบัญชีของทางโรงเรียนจะผ่านบัญชีใครไม่ทราบ แต่ที่ผ่านมาช่วงที่สมเด็จวันรัตยังมีชีวิตอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ดำเนินการจ่ายเองทั้งหมด ทั้งนี้ ยังไม่พบพิรุธใดๆในการทำธุรกรรม …