ประมงมหาชัย จัดสะท้อนปัญหาระทม “4 ปียุค คสช.”ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ “ด้านจุรินทร์ มาร่วมฟัง 4 ด้าน รับต้องเร่งแก้ไข

ภูมิภาค28 มิ.ย. 2562 • 14:06 น.
ประมงมหาชัย จัดสะท้อนปัญหาระทม “4 ปียุค คสช.”ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ “ด้านจุรินทร์ มาร่วมฟัง 4 ด้าน รับต้องเร่งแก้ไข
วันที่ 28 มิ.ย.2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดทะเลไทย ต.ท่าจีน (ถนนพระราม 2) อ.เมืองสมุทรสาคร ทางสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับ สมาคมการประมง จ.สมุทรสาคร และสมาชิกสมาคมการประมงฯ รวม 22 จังหวัด ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2562 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสภาพปัญหา โดยมี นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย มาเปิดงาน พร้อมด้วย นายชินชัย สถิรยากร เลขาธิการสมาคม, นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ รองประธานสมาคมการประมงประเทศไทย และจังหวัดสมุทรสาคร, นายศราวุธ โถสกุล รองประธาน, กรรมการบริหารสมาคมฯ รวมสมาชิกชาวประมง 59 องค์กร (22 จังหวัดชายทะเล) ประมาณเกือบ 1,000 คน โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หน.พรรคประชาธิปัตย์ และตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ เข้าร่วมสักเกตุการณ์ และรับฟังการสะท้อนปัญหาจากชาวเรือในพื้นที่ด้วย โดยบรรยากาศคึกคักและค่อยๆเข้มข้นในการแลกเปลี่ยนปัญหาและฝากกันถึงรัฐบาลใหม่ จากชาวประมงในแต่ละจังหวัด มาร่วมกันสะท้อนเสียง ว่า ทั้งหมดต้องทนมาตลอดเป็นระยะเวลา 4 ปี 1 เดือน 28 วัน โดยสภาพอาชีพนี้ แย่ลงเรื่องๆ โดยเฉพาะในยุคการมีการควบคุมด้านกฎหมายของ คสช. ทั้งนี้ ซึ่งแต่ละคนต้องยืนอยู่บนความอดทน อดกลั้น อัดอั้น และจุกตันอยู่ในอก บางคนถึงกับร้องไห้ออกมาขณะที่กำลังสะท้อนปัญหาที่ชาวประมงแต่ละคนแต่ละจังหวัดต้องต่อสู้ เพื่อดิ้นรนให้อยู่รอด บางคนสู้ไหวก็สู้ต่อไป แม้หนทางข้างหน้าจะมืดลงทุกที บางคนสู้ไม่ไหวก็ต้องเลิกราไป ทั้งๆที่อาชีพประมงเป็นอาชีพดั้งเดิมของครอบครัวที่ทำสืบทอดต่อกันมา นายมงคล ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมใหญ่วิสามัญนี้พร้อมรับฟังปัญหาต่างๆ ของสมาชิกชาวเรือประมงในแต่ละจังหวัดด้วย เพื่อรวบรวมปัญหาต่างๆ และจะนำไปเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อสนใจมาแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง อาทิ ในเรื่องของ 1.ปัญหาทางด้านกฎหมาย, วิธีปฏิบัติในการออกทำการประมง , ความผิดพลาดในการปฏิบัติซึ่งเป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนา แต่กลับต้องถูกดำเนินคดี ต้องเสียเงินค่าปรับเป็นเงินจำนวนหลักแสนบาท หรือหลายล้านบาท อีกทั้งยังอาจจะถูกสั่งยึดสัตว์น้ำ ที่ไปทำการประมงอย่างถูกต้องทั้งหมดในแต่ละครั้งอีกด้วย จากการที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวิธีปฏิบัติ โดยไม่มีโอกาสต่อสู้คดี อีกทั้งยังอาจจะต้องถูกคำสั่งพักใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต กันอีกด้วย, 2.กลุ่มเรืออวนรุนเดิมที่ถูกกฎหมาย แล้วถูก ศปมผ. มีคำสั่ง ให้ยกเลิกใบอนุญาตเรืออวนรุน ภายในเวลา 2 สัปดาห์ในช่วงปี 2558 จำนวน 342 ลำ โดยที่ไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ ทำให้หลายคนต้องหมดอาชีพแล้วสิ้นเนื้อประดาตัว กันจำนวนมาก , 3.กลุ่มเรือประมงที่ถูกกฎหมายอยู่เดิม แต่ได้ตกสำรวจ จากการที่ ศปมผ. มีคำสั่งให้มีการสำรวจเรือประมง ในปี 2558 ภายในช่วงระยะเวลา 1 เดือน โดยที่ชาวประมงบางส่วนที่ไม่ได้รับรู้การประกาศแจ้งสำรวจเรือ และเรือประมงบางส่วน แจ้งแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้คีย์เข้าระบบ จึงถูกคำสั่งให้ยกเลิกทะเบียนเรือภายในเวลา 1 เดือน จำนวน 2,024 ลำ แต่มีเรือที่มีสถานะอยู่กล่าวคือยังมีเรืออยู่ได้ถูกยกเลิกทะเบียนไป 2,200 กว่าลำ ส่งผลทำให้เรือประมงกลุ่มนี้ไม่สามารถออกทำการประมงได้ ทำให้เดือดร้อนไม่มีอาชีพเลี้ยงครอบครัว ต้องถูกเจ้าหนี้ยึดที่ดิน บ้าน รถและทรัพย์สินอื่นๆ จนต้องหนี บางคนถึงกับจบชีวิตตัวเอง ,4. กลุ่มเรือที่ถูกกฎหมายเจ้าท่าฉบับใหม่ที่ออกมาแล้วกำหนดให้ยกเลิกทะเบียนเรือประมงที่เลยกำหนดการต่อใบอนุญาต หรือไม่ได้ต่อใบอนุญาต โดยที่ชาวประมงไม่ได้รู้กฎหมายฉบับใหม่อีกทั้งไม่เข้าใจกฎหมายด้วย เช่น เรือประมงที่งดใช้เรือประมงอยู่ เพราะไม่ได้ออกไปทำการประมง ก็ไม่ทราบว่าจะต้องต่อใบอนุญาตใช้เรือทุกๆปี จึงไม่ได้ไปต่อใบอนุญาตใช้เรือในแต่ละปี แต่กฎหมายใหม่กำหนดให้ต้องต่อใบอนุญาตทุกๆปี หากเลยกำหนด จะต้องถูกยกเลิกทะเบียนเรือประมงไปทำให้เป็นเรือประมงไม่มีทะเบียน ไม่สามารถออกทำการประมงใด รวมทั้งไม่สามารถขายเรือได้อีกด้วย ซึ่งเรือประมงถือเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถือได้ว่าเป็นการยกเลิกทรัพย์สินของชาวประมงไปโดยง่ายๆ, 5. กลุ่มเรือประมงขาวแดง ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา รวมทั้งกลุ่มที่ไม่มีชื่อที่จะได้รับการ เยียวยาด้วย เพราะเหตุจาก ข้อ 2 และ 3 ข้างต้น , 6. กลุ่มเรือประมงฝั่งอ่าวไทยที่ต้องการจะไปทำการประมงฝั่งอันดามัน ที่ยังไม่สามารถข้ามฝั่งได้และกลุ่มเรือประมงฝั่งอันดามัน ที่ต้องการจะข้ามกลับมาทำประมงฝั่งอ่าวไทยก็ไม่สามารถจะ กลับมาทำประมงได้ เป็นต้น และ 7. กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจะต้องถูกสั่งปิดโรงงานชั่วคราวและถาวรโดยง่ายๆ ตาม พรก. ประมง มาตรา11 มาตรา11/1 และกรณีที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จะต้องถูกปรับสูงถึง 400,000 - 800,000 บาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คน ตามกฎหมาย พรก. ประมง มาตรา 124 ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการออกกฎหมายในการเลือกปฏิบัติ ต่อ โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำเพียงอย่างเดียว แต่กับโรงงานประเภทอื่นๆ ที่มีใช้ แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย กลับมีโทษปรับเพียงแค่ 10,000 - 100,000 บาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คน และไม่ต้องถูกสั่งปิดโรงงานเหมือนกับโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ จึงอาจจะเป็นการออกกฎหมายที่ขัดกับหลักการความเสมอภาคในการประกอบอาชีพ ความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย ความเสมอภาคในการที่เจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติกับประชาชนอย่างเดียวกันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ เช่น เรื่องของการใช้แรงงาน, การนำเข้าแรงงานตาม MOU,เรื่องของการติดตั้ง VMS , การแจ้งเข้าออก,การติดตั้งกล้องวงจรปิดในเรือนอกน่านน้ำ, การประกาศเขตชายฝั่ง,การใช้น้ำมัน B100, การยืดระยะเวลาการทำอวนรุนเคย , การประกันราคาสินค้าประมง , การลักลอบนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศเพื่อนบ้าน และข้อกำหนดเกี่ยวกับลักษณะของเครื่องมือทำการประมงชายฝั่งหรือประมงพื้นบ้านที่มากเกินไป จนกลายเป็นเครื่องมือทำประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น นายมงคล สุขเจริญคณา กล่าวอีกว่า เรื่องเหล่านี้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนประมงต่อเนื่อง เช่น สถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ ให้มีความเสมอภาคกัน โดยสมุทรสาคร ก็มีปัญหาในเรื่องของการ แอบลักลอบขนนำเข้าสินค้าด้านประมง จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายด้วย แต่หลังจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงมาตรวจดู แต่บอกว่า ไม่พบนั้น ชาวประมงขอยืนยันว่า การลักลอบนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศเพื่อนบ้านมีจริงๆ และก็จับจริงกันแล้ว นับตั้งแต่อธิบดีกรมประมง สั่งดำเนินการเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 “ทั้งนี้ชาวมหาชัย เราหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีแนวโน้มว่า จะได้นั่งดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นักการเมืองบางพรรค ขอให้มองเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องเรืองประมงที่นี่ด้วย ซึ่งหากจะได้เข้าร่วมรัฐบาล ก็ช่วยกันผลักดันและแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ให้ผ่านพ้นวิกฤติอาชีพไปได้ด้วยดี อันทำให้อาชีพชาวประมงสามารถกลับมาคึกคักและมั่นคงกันอีกครั้ง หลังจากเศรษบกิจตอนนี้ซบเซาอย่างหนักมาก” ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หน.พรรคประชาธิปัตย์ บอกด้วยว่า ตนเองประมวลปัญหาของพี่น้องชาวประมง ได้ 4 ข้อใหญ่ๆ คือ 1.ปัญหาเรื่องของกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติ , 2.ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับแรงงาน, 3.การเยียวยาที่ยังล่าช้า และ 4. ปัญหาราคาสินค้าสัตว์น้ำราคาตกต่ำ เพราะขาดการควบคุมการนำเข้า ซึ่งจะนำไปเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมต่อไป “สำหรับกรณีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ IUU ด้วย โดยทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญให้วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียที่เกิดจาก IUU แล้ว ซึ่งก็ได้ผลออกมาแล้วว่า แต่มีเรื่องไหนบ้างที่ต้องทำตามกฎของ IUU ส่วนเรื่องไหนบ้างที่รัฐบาลในสมัย (ก่อนหน้านี้) ยินยอมให้ทาง IUU มากเกินไปนั้น อาจจะขอเวลาสักระยะหนึ่งเพื่อเอาข้อมูล ไปร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ให้พิจารณาแก้ไขต่อไป