พระชรามรณภาพเลือดคั่งสมอง น่วมทั้งตัว ตั้งข้อสงสัยถูกพระด้วยกันทำร้าย

ภูมิภาค19 พ.ย. 2566 • 10:20 น.โดย กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล 
พระชรามรณภาพเลือดคั่งสมอง น่วมทั้งตัว ตั้งข้อสงสัยถูกพระด้วยกันทำร้าย

วันที่ 19 พ.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุพระชรามรณภาพ ซึ่งเป็นพระลูกวัดเขมวงศาราม เขตเทศบาลเมืองปากพนัง โดยคาดถูกพระ เป็นอดีต ตร.กระทืบหนักแล้วเผ่นหนีหายจากวัดอ้างมีธุระด่วน ญาติคาใจหลังคู่กรณีอ้างเป็นลมหัวฟาดแจ้ง ตร.ส่งชันสูตรพบเลือดคั่งสมองช้ำน่วมทั้งร่าง โดยญาติของพระประโยชน์ เล่าว่า พระประโยชน์ อายุ 69 ปี หรือ “ท่านอ็อด” ได้มรณภาพผิดธรรมชาติ และได้ถูกนำร่างมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดบางฉนาก หมู่ 2 ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก อำเภอปากพนัง นครศรีธรรมราช โดยร่างได้ถูกพนักงานสอบสวนและแพทย์ รพ.ปากพนังเข้าชันสูตร หลังจากญาติของพระประโยชน์ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.ปากพนัง ว่า สงสัยสาเหตุการมรณภาพเนื่องจากพบว่าร่างของพระประโยชน์เต็มไปด้วยบาดแผลฟกช้ำทั้งร่าง และเบื้องต้นพบว่าเสียชีวิตจากเลือดคั่งในสมอง โดยพนักงานสอบสวนและแพทย์เวรเห็นตรงกันจึงได้ส่งร่างไปยังศูนย์นิติเวช รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช ทำการผ่าชันสูตรอย่างละเอียด

นายนราวุฒิ (ขอสงวนนามสกุล) บุตรชายของพระประโยชน์ เปิดเผยว่า  ได้รับแจ้งเบื้องต้นว่าลื่นล้มในห้องน้ำสลบเมื่อเย็นวันที่ 17 พ.ย. และถูกอ้างว่าพระที่อยู่ด้วยกันเจอตอนเย็นนั้นอ้างว่าสลบล้มหัวฟาด เมื่อถูกนำตัวส่ง รพ.ปากพนัง ได้ส่งต่อห้องไอซียู รพ.มหาราช เนื่องจากอาการหนักมากและมรณภาพลงเมื่อราว 03.00 น.วันที่ 18 หลังจากนั้นในช่วงบ่ายของวันเดียวกันได้แจ้งความกับพนักงานสอบสวน ส่วนพระที่อยู่ด้วยกันในกุฏิเมื่อทราบว่าส่ง รพ.ศูนย์ใหญ่ ได้หนีหรือหายออกไปจากวัดที่เกิดเหตุ

“ศพที่นำมานั้นญาติสงสัยอย่างมากเมื่อเปิดศพพบว่าช้ำทั้งร่าง ศีรษะ ต้นขาเลยสงสัยการล้มในห้องน้ำไม่น่าจะช้ำหมดทั้งร่างเช่นนี้จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าพิสูจน์ทราบสงสัยว่าจะมีการทำร้ายร่างกาย ทางตำรวจได้ลงบันทึกและรอผลการชันสูตรราว 6-7 วันถึงรู้เรื่องว่าการชันสูตรจะเป็นอย่างไรจึงนำมาร่วมในสำนวน แต่พบข้อมูลว่าวันเกิดเหตุช่วงเช้ามีปากเสียงกัน หลายครั้งจนกระทั่งเงียบไป ซึ่งมันผิดสังเกตอย่างมาก” ลูกชายพระประโยชน์ กล่าว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ติดตามไปที่วัดเขมวงศาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดใน” พระธงชัย พระลูกวัดที่จะวัดอยู่ในกุฏิติดกัน ระบุว่ามีพระที่เดินทางมาจาก กทม.ทราบชื่อคือพระพลศักดิ์ อายุประมาณ 67 ปี ทราบว่าเป็นอดีตตำรวจเกษียณราชการ และเป็นเครือญาติเกี่ยวดองกับนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งในอำเภอปากพนัง มาขอจำวัดอยู่ด้วยเนื่องจากทำธุระ สัก 3-4 วัน แต่เมื่อเกิดเหตุกลับอ้างว่าต้องรีบกลับและรีบเดินทางออกจากวัดไปเลย

โดยพระธงชัย ได้นำญาติของพระประโยชน์ และผู้สื่อข่าวไปดูที่เกิดเหตุภายในกุฏิพบว่าอยู่ในสภาพสิ่งของกระจัดกระจายและบอกว่าขณะที่พระพลศักดิ์ เรียกให้มาช่วยพระประโยชน์นั้น มาเห็นในสภาพที่นอนขาขวาพาดอยู่บนเตียง มือขวาจับประตู พระพลศักดิ์ จับแขนของพระประโยชน์ เมื่อเข้าไปช่วยพยาพยามถามว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นอะไร พบว่าพระประโยชน์พยายามจะพูดบางอย่างแต่พูดไม่ออก และได้อาเจียนออกมา จึงรีบเรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาช่วยเหลือนำส่ง รพ.หลังจากที่ไป รพ.แล้ว พระพลศักดิ์มีอาการร้อนรนแล้วได้รีบออกจากวัดไปอ้างว่าต้องไปทำธุระพยายามทัดทานให้อยู่ก่อนแต่ไม่เป็นผล

อย่างไรก็ตาม พระธงชัย ยังตั้งข้อสังเกตด้วยถึงสาเหตุของการมีเรื่องกันก่อนถึงขั้นเสียชีวิตว่าพระประโยชน์ แข็งแรงไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยแสดงอาการผิดปกติ แต่ช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุได้มีปากเสียงกันขึ้นเรื่องหนึ่งคือพระประโยชน์ ได้ปฏิบัติกิจประจำวันคือหลังจากบิณฑบาตแล้วได้แบ่งภัตตาหารที่บิณฑบาตได้ไปเผื่อแผ่ให้กับบรรดาผู้ที่ด้อยโอกาสใกล้วัด พระพลศักดิ์ ได้ต่อว่าต่อขานทำนองไม่พอใจว่านำอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตไปแจกจ่ายทำไม เข้าใจว่าคงต้องการฉันด้วยเนื่องจากเขาไม่ได้บิณฑบาตเป็นเหตุให้ไม่พอใจ ขณะที่พระประโยชน์ ไม่ได้ต่อว่าอะไรกล่าวในทำนองว่าไม่ใช่เรื่องของคุณ (สรรพนามที่พระสงฆ์เรียกกัน) ให้หยุดไม่ต้องพูดไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เป็นเหตุที่ทำให้พระพลศักดิ์ไม่พอใจหรือไม่

ทั้งนี้ พระลูกวัดภายในอีกรูป อ้างว่า พระพลศักดิ์ ได้โทรศัพท์กลับมาอ้างว่ากำลังอยู่ที่ทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อถามไปว่าทำไมไม่กลับมาเรื่องใหญ่แล้ว ในเมื่อไม่ได้ผิดอะไรทำไม่กลับมาแสดงความบริสุทธิ์ พระพลศักดิ์อ้างว่าไม่มีปัจจัยในการเดินทาง และยังข่มขู่ด้วยว่าหากพระรูปไหนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองนั้นจะฟ้องร้องดำเนินคดีเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด อย่างไรก็ตามในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน และเก็บหลักฐานจากที่เกิดเหตุได้แล้วส่วนหนึ่ง และดูรูปการณ์แล้วไม่ใช่เป็นลักษณะพฤติการณ์คดีฆาตกรรม แต่เป็นพฤติการณ์ความผิดที่เรียกว่า ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และรอรายงานการชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อเข้าสู่การดำเนินคดี