ชุมพร รวบหนุ่มปากีสถาน ใช้แบงค์พันซื้อบุหรี่-ไฟแช็ก ร้านสะดวกซื้อก่อนเชิดทั้งเงินทั้งของหลบหนี แต่ไม่รอด

ภูมิภาค9 ต.ค. 2565 • 14:26 น.
ชุมพร รวบหนุ่มปากีสถาน ใช้แบงค์พันซื้อบุหรี่-ไฟแช็ก ร้านสะดวกซื้อก่อนเชิดทั้งเงินทั้งของหลบหนี แต่ไม่รอด

เมื่อเวลา 23.15 น. วันที่ 8 ตุลาคม 2565 ร.ต.อ.ปิยพล ฉัตรภูมิ รอง สว.สส.สภ.เมืองชุมพร พร้อมด้วย ร.ต.อ.คมสันต์ ส้มเขียวหวาน รอง สวป.สภ.ทุ่งตะโก ,ร.ต.ท.จักรกริช พินิจวรสิน รอง สว.ตม.จ.ชุมพร ,ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.2 กก.2.บก.ทท.3 ชุมพร และตำรวจชุดจับกุม ได้นำตัว  Mr.Muhammad   อายุ 27 ปี สัญชาติ ปากีสถาน พร้อมของกลางประกอบด้วย 1.บุหรี่ยี่ห้อ L&M แดงจำนวน 4 ซอง 2.บุหรี่ยี่ห้อ Maboro จำนวน 2 ซอง 3.ไฟเช็คจำนวน 15 อัน 4.กระเป๋าสะพายหนังสีน้ำตาลจำนวน 1 ใบ 5.เอกสารผลการตรวจโควิด-19 ของนาย Mr.Muhammad  จำนวน 1 ฉบับ 6.เอกสารผลการตรวจโควิด-19 ของนาย Mr.Muhammad  จำนวน 1 ฉบับ 7.กระเป๋าคาดเอวแบบผ้าสีดำจำนวน 1 ใบ 8.ธนบัตรไทย 1000 บาทจำนวน 5 ฉบับ ธนบัตรไทย 500 บาทจำนวน 8 ฉบับ ธนบัตรไทย 100 บาท จำนวน 169 ฉบับ ธนบัตรไทย 50 บาทจำนวน 2 ฉบับ ธนบัตรไทย 20 บาทจำนวน 7 ฉบับ รวมเป็นเงินจำนวน 26,140 บาท กระเป๋าสตางค์แบบหนังสีดำจำนวน 1 ใบ ของ Mr.Muhammad  10.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ออปโป้ จำนวน 1 เครื่อง และรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่น วีออส หมายเลขทะเบียน กทม.มาสอบปากคำที่ห้องปฏิบัติการงานสืบสวน สภ.เมืองชุมพร หลังร่วมกับและ Mr.Muhammad  เพื่อนสัญชาติเดียวกันซึ่งหลบหนีไปได้ “ร่วมกันฉ้อโกง”


                โดยสืบเนื่องมาจาก เมื่อเวลา 16.15 น.ของวันนี้  น.ส.อารยา  อายุ 18 ปี  แจ้งว่าตนเองเป็นพนักงานขายร้านสะดวกซื้อ สาขานาทุ่ง ได้นำหลักฐานเป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดภายในร้าน มาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ว่า ได้มีชายต่างชาติมาซื้อบุหรี่ คิดราคาเป็นเงินราคา 70 บาท โดยชายดังกล่าวให้ธนบัตร 1,000 บาท และได้ทอนเงินคืนไปให้แล้ว 930 บาท ต่อมาชายดังกล่าวพูดให้สับสนว่าไม่เอาบุหรี่ขอเงิน 1,000 บาทคืน ผู้แจ้งส่งคืนให้ ต่อมาพูดกลับคำซื้อบุหรี่พร้อมไฟแชคแก๊สอีก ผู้แจ้งแล้วคิดเงิน 12 บาท ต่อมาผู้แจ้งมาดูกล้องวงจรปิดว่าได้ทอนเงินคืนให้ไปแล้ว และรู้ว่าถูกหลอก จึงได้เข้าแจ้งความดังกล่าว


                ต่อมา พ.ต.อ.เทเวศร์  ปลื้มสุทธิ์  ผกก.สภ.เมืองชุมพร หลังทราบเรื่อง จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สกฤชญ สุขนิตย์  สว.สืบสวน.สภ.เมืองชุมพร พร้อม ร.ต.อ.ปิยพล ฉัตรภูมิ รอง สว.สส.สภ.เมืองชุมพร และกำลังตำรวจชุดสืบสวน ออกติดตามหาข่าวจนทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายชาวปากีสถาน จำนวน 2 คน ได้เดินทางมาในราชอาณาจักรไทย วันที่เดินทาง 17 ก.ย. 65 ชาวปากีสถาน แล้วมาเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น วีออส หมายเลขทะเบียน กทม. กับบริษัท เช่า 10 วันในราคา 11,000 บาท มีพฤติกรรมฉ้อโกงโดยวิธีการเข้าร้านสะดวกซื้อ ในหลายสาขา โดยจะทำท่าทีจะซื้อบุหรี่หรือไฟเช็ค วิธีการชำระเงินเป็นเงินสดเป็นธนบัตรไทยด้วยแบงค์ 1,000 บาท เมื่อพนักงานร้านสะดวกซื้อได้ส่งมอบสินค้า พร้อมทอนเงินให้ จะทำท่าไม่พอใจ ว่าบุหรี่ไม่ตรงตามที่สั่งโดยสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษมีท่าทีโวยวาย ทำให้พนักงานร้านสะดวกซื้อเกิดสับสนเนื่องจากมีลูกค้าบุคคลอื่นรอชำระเงิน และขอเงินคืนจำนวน 1,000 บาท  เมื่อพนักงานร้านสะดวกซื้อคืนเงินให้ จะใช้ความสับสนนั้นเอาไปทั้งสินค้า เงินทอน พร้อมเงิน 1,000 บาทที่ได้จ่ายมาครั้งแรกแล้วหลบหนีไปและทำอย่างนี้ในทุกสาขา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ติดตามอย่างต่อเนื่องและได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.ชุมพร ทางวิทยุสื่อสาร ให้สกัด รถยนต์ยี่ห้อโตยาต้า รุ่น วีออส หมายเลขทะเบียน  กทม.


           จนกระทั่ง เมื่อเวลา 22.00 น.ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งตะโก สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้พร้อมรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับเข้าตรวจสอบทราบชื่อ Mr.Muhammad   อายุ 27 ปี สัญชาติ ปากีสถาน  ผลการตรวจค้นพบของกลางเป็นบุหรี่ยี่ห้อ L&M แดงจำนวน 4 ซอง บุหรี่ยี่ห้อ Maboro จำนวน 2 ซอง ไฟเช็คจำนวน 15 อันพบบริเวณช่องเก็บของฝั่งผู้โดยสาร  กระเป๋าคาดเอวแบบผ้าสีดำจำนวน 1 ใบ ธนบัตรไทย 1,000 บาท จำนวน 5 ฉบับ ธนบัตรไทย 500 บาท จำนวน 8 ฉบับ ธนบัตรไทย 100 บาท จำนวน 169 ฉบับ ธนบัตรไทย 50 บาทจำนวน 2 ฉบับ ธนบัตรไทย 20 บาทจำนวน 7 ฉบับ รวมเป็นเงินจำนวน 26,140 บาท และกระเป๋าสตางค์แบบหนังสีดำจำนวน 1 ใบ  พบบริเวณช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงด้านหลัง  ของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ออปโป้   


            นอกจากนี้จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือเบื้องต้นมีการค้นหาข้อมูลที่ตั้งของร้านสะดวกซื้อ ในพื้นที่จังหวัดชุมพร เมื่อสอบถาม Mr.Muhammad  ให้ถ้อยคำว่าตนนั้นมาจากปากีสถานจริง และมีเพื่อน ที่เดินทางมาพร้อมตนได้หลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัว เมื่อตรวจสอบแล้วเชื่อว่าบุคคลทั้งสองมีพฤติกรรมร่วมกันฉ้อโกงโดยแบ่งหน้าที่กันทำ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงยึดไว้เป็นของกลาง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78(3)ประกอบมาตรา66(2) จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งให้ Mr.Muhammad ทราบว่าต้องถูกจับ โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกง” พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบและได้อ่านให้ฟังจนเข้าใจเป็นอย่างดีและจับกุมตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


       ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังจากที่ได้อ่านบันทึกนี้ผ่านล่ามภาษาให้ ฟัง Mr.Muhammad  รับว่าถูกต้องตามความเป็นจริง  และก่อนจะลงลายมือชื่อไว้ และได้เอะอะโวยวายว่าเงินหายไปหมื่นกว่าบาท เจ้าหน้าที่จึงได้ให้นับใหม่ด้วยตัวเอง จนพอใจ จึงได้ลงลายมือชื่อ ยอมเดินเข้าขังห้องในที่สุด