ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต.2 ยโสธร พรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือผู้ว่าฯแก้ประกาศจังหวัด ในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ปี 66

ภูมิภาค14 มี.ค. 2566 • 17:29 น.
ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขต.2 ยโสธร พรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือผู้ว่าฯแก้ประกาศจังหวัด ในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ปี 66

วันที่ 14 มี.ค.66 เวลา 10.30 น.ที่สำนักงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดยโสธร (ศาลากลางหลังเก่า) ชั้น 1 นายมนตรี เอรารรรณ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต.2 ยโสธร พรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดยโสธร เพื่อให้แก้ไขประกาศจังหวัดยโสธร ในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟของจังหวัดยโสธ รโดยมีอุทิศ ศกุนะสิงห์ นิติกรชำนาญการพิเศษศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดยโสธรรับมอบ ก่อนรายงานนายวิรุจ วิชัยบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรต่อไป

 
นายมนตรี เอราวรรณ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต.2 ยโสธร พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า การกำหนดมาตรการการจัดประเพณีบุญบั้งไฟในพื้นที่จังหวัดยโสธร งานประเพณีบุญบั้งไฟถือเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่คงอยู่คู่กับซาวจังหวัดยโสธรมาเนิ่นนานหลายชั่วอายุคน จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัต และระงับไปในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ตามประกาศจังหวัดยโสธร เรื่องมาตรการเร่งด่วนในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) เพิ่มเติม (ฉบับที่ 57) เกี่ยวกับมาตรการการจัดงานประเพณีบุญขั้งไฟภายในพื้นที่จังหวัดยโสธร ซึ่งได้ประกาศเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 แล้วนั้น การปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดงานจึงกระทบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวยโสธรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และปฏิเสธไม่ได้ว่าการไม่ได้จัดหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของงานประเพณีบุญยั้งไฟ ได้ทำให้จังหวัดยโสธรเสียโอกาสในด้านเศรษฐกิจโดยรวมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างซาติเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล

อีกทั้งในระดับชุมชน อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ที่ในแต่ละปีจะมีการจัดประเพณีผ้าป่าบุญบั้งไฟเป็นประจำ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงของชาวบ้านในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความสมัครสมานสามัคคี ร่วมใจกันในชุมชน วัดวาอารามได้รับการปฏิสังขรณ์ ครอบครัวได้มีโอกาสพบปะกัน พูดคุยกันปีละครั้ง หลังจากไปทำงานไกลจากบ้านเรือน ทำให้เกิดการค้าขายในชุมชน ทำให้เกิดการจ้างงานของพี่น้องศิลปินบันเทิงที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างมากมายหลายสาขา ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือความเชื่อ ความศรัทธาที่มีต่อบุญประเพณีที่ทำสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนได้มีการเปลี่ยนไปในท่ามกลางการแข่งขันกันสร้างจุดขายของแต่ละจังหวัดเพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่งชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัด เพื่อเสริมสร้างฐานเศรษฐกิจให้กับจังหวัดของตนเองการระงับหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟถือได้ว่าเป็นการสูญเสียโอกาสในการสร้างงานการกระจายรายได้ให้กับชุมชนรากหญ้าอย่างมากมายมหาศาลปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรน่ 2019 (โควิด-19) ได้เข้าสู่ภาวะปกติ ดั้งนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์การจัดประเพณีบุญขั้งไฟของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดยโสธร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดยโสธร เพื่อส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งระบบขึ้นในจังหวัด


เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดโสธร จึงใคร่ขอเสนอให้ จังหวัดยโสธรประกาศให้มีมาตรการในการจัดประเพณีบุญบั้งไปประจำปีระดับชุมชนหมู่บ้านดังนี้1.ให้ทุกหมู่บ้านสามารถจัดประเพณีบุญบั้งไฟประจำปีได้2.ไม่กำหนดห้วงเวลาในการจัดประเพณีบุญบั้งไฟ โดยให้หมู่บ้านสามารถกำหนดช่วงเวลาจัดงานได้ตามความเหมาะสมของหมู่บ้านดังที่เคยได้ปฏิบัติกันมา3.ไม่จำกัดจำนวนปั้งไฟที่จะนำมาจุดในงานประเพณีบุญบั้งไฟ โดยข้อเสนอทั้ง 3 ข้อ ก่อนที่สถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 จะแพร่ระบาดนั้นจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านชุมชนก็ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจึงขอให้ทางจังหวัดยโสธรแก้ประกาศจังหวัดในการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟประจำปี 2566