นักแผ่นดินไหวไทยถอดบทเรียนดินถล่มเนปาล ชี้ 3 จุดเปลี่ยนระบบเตือนภัย รับมือน้ำท่วมหาดใหญ่

ภูมิภาค28 ส.ค. 2569 • 09:51 น.
นักแผ่นดินไหวไทยถอดบทเรียนดินถล่มเนปาล ชี้ 3 จุดเปลี่ยนระบบเตือนภัย รับมือน้ำท่วมหาดใหญ่

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล วิเคราะห์กลไกภัยพิบัติจากเนปาล ชี้ไทยต้องยกระดับระบบเตือนภัยให้แม่นยำ สร้างความเชื่อมั่นประชาชน พร้อมมองหาดใหญ่ปีนี้มีความพร้อมรับมือน้ำท่วมมากขึ้น

จากเหตุการณ์มหาภัยพิบัติดินถล่มครั้งใหญ่ในประเทศเนปาล ซึ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยาชื่อดังของประเทศไทย ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงกลไกการเกิดภัยพิบัติสุดสะเทือนขวัญในครั้งนี้ พร้อมสะท้อนบทเรียนสำคัญมายังประเทศไทย ทั้งในมิติการรับมือภัยดินถล่มในพื้นที่เสี่ยง และการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 

เปิดกลไกดินถล่มเนปาล: สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ความรุนแรงเกินคาด

ดร.ไพบูลย์ ระบุว่า ในช่วงแรก สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ตรวจพบคลื่นแผ่นดินไหวและประเมินขนาดไว้ที่ 4.4 แต่เมื่อได้รับข้อมูลจากสถานีตรวจวัดเพิ่มเติม จึงนำมาแปลผลใหม่และพบว่า จุดเริ่มต้นเกิดจาก "ภูเขาน้ำแข็งแตก" ส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่มหาศาลถล่มลงมาพร้อมกับดินและหินจากเทือกเขาสูง ลงสู่แม่น้ำเบื้องล่าง

การถล่มดังกล่าวส่งผลให้มวลหิมะ ดิน และหิน ปิดกั้นทางเดินน้ำจนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมวลน้ำแข็งเริ่มละลาย มวลน้ำมหาศาลที่ผสมดินโคลนจึงทะลักทะลวงทะลักลงมาตามหุบเขาด้วยความเร็วสูง เข้าปะทะกับหมู่บ้านท่องเที่ยวและชุมชนขนานสองฝั่งแม่น้ำในเขตอุทยานแห่งชาติ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวไม่สามารถวิ่งหนีได้ทัน ส่งผลให้บ้านเรือนพังเสียหายยับเยิน

ดร.ไพบูลย์ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้รุนแรงยิ่งกว่าในภาพยนตร์ แม้ตัวเลขอัปเดตขณะนี้จะระบุผู้เสียชีวิตไว้ที่ 167 ราย และสูญหายราว 400–500 คน แต่คาดว่าเมื่อภารกิจกู้ภัยสิ้นสุดลง ยอดผู้เสียชีวิตจริงอาจสูงขึ้นถึงระดับพันราย ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ดินถล่มจากฝนตกหนักก่อนหน้านี้ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่มีผู้เสียชีวิตประมาณ 10 ราย

จี้ปฏิรูประบบเตือนภัย สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน


เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ดร.ไพบูลย์ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในฤดูฝนที่พื้นที่เสี่ยงดินถล่มทั่วประเทศ เช่น เหตุการณ์ดินถล่มที่ภูเก็ตเมื่อ 2–3 ปีก่อน หรือเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่จังหวัดน่านเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งแม้จะมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่า แต่ก็สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างหนัก

ปัจจุบัน กรมทรัพยากรธรณีมีแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มทั่วประเทศ และทำงานร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อประเมินสถานการณ์ ก่อนส่งต่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนประชาชน ทว่าปัญหาสำคัญของไทยในปัจจุบัน คือ "ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเตือนภัย" ปัญหาหลักของเราอยู่ที่ประชาชนไม่ค่อยเชื่อการเตือนภัยล่วงหน้าของ ปภ. เพราะหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาล่าช้าและขาดความแม่นยำ ทำให้ชาวบ้านต้องไปหาข้อมูลเองตามสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งข่าวจริงและข่าวลือ จนเกิดความวิตกกังวลไปสารพัด หัวใจสำคัญของการลดความสูญเสีย ไม่ว่าจะดินถล่ม น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือสึนามิ คือเราต้องปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้รวดเร็ว แม่นยำ และเร่งสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ส่งสัญญาณบวก "หาดใหญ่" รับมือน้ำท่วมปีนี้ มั่นใจความพร้อมดีกว่าเดิม

สำหรับความกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ดร.ไพบูลย์ ชี้ว่า ปริมาณฝนและมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำอย่าง อ.นาหม่อม และ อ.สะเดา ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดซึ่งต้องติดตามการพยากรณ์อากาศและเรดาร์ตรวจจับฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ดร.ไพบูลย์ แสดงความเชื่อมั่นต่อการเตรียมพร้อมในปีนี้ โดยระบุว่าทุกภาคส่วนมีความพร้อมมากกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ปภ. จังหวัดสงขลา ตลอดจนรัฐบาลกลางที่อนุมัติงบประมาณลงมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มาตรการสำคัญ ได้แก่ การซ่อมแซมและปรับปรุงคลองระบายน้ำสายหลัก (คลอง ร.1) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ การบริหารจัดการน้ำจุดเสี่ยง อาทิ การเร่งระบายน้ำบริเวณคลองหวะเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบาย การวางแผนระยะยาว ที่ต้องพิจารณาขุดคลองเพิ่ม ขยายช่องทางน้ำ หรือสร้างอุโมงค์ส่งน้ำในอนาคต


"แม้ปีนี้อาจจะมีน้ำท่วมเกิดขึ้นตามปัจจัยธรรมชาติ แต่ด้วยการบูรณาการและความพร้อมของทุกหน่วยงาน ผมคิดว่าสถานการณ์จะไม่หนักหนาสาหัสเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน"