หัวบันไดไม่แห้ง! ‘วัดป่าอดุลยาราม’ คนแห่เช็กอินแน่น สองตา-ยายขับรถ 500 กม. ให้กำลังใจเจ้าอาวาส ปมพิพาทที่ดิน
วัดป่าอดุลยาราม หัวบันไดไม่แห้ง นทท.ไทย-เทศ แห่เช็คอินหน้าวัด ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เนืองแน่น ล่าสุดคุณตา-คุณยาย ขับรถ 500 กม. ขอมาพบเจ้าอาวาสและชมวัดให้เห็นกับตา
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ส.ค. 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ ชุมชนกังสดาล เขตเทศบาลนครขอนแก่น ยังคงมีประชาชน ลูกศิษย์ลูกหา และพุทธศาสนิกชนเดินทางเข้ามาทำบุญตามปกติอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งพบว่ามีประชาชนทั้งจากจังหวัดใกล้เคียง จากจังหวัดต่า่งๆทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งนักท่องเทีย่วจากประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางมาถ่ายภาพ มาเช็คอิน เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกกับกระแสฟีเวอร์วัดป่าอดุลยารามที่โด่งดังไปทั่วทั้งประเทศและทั่วโลก จากปมพิพาทที่ดินที่กำลังเกิดขึ้น โดยมี พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม และคณะสงฆ์ร่วมพบปะญาติโยมท่ามกลางบรรยากาศทีอบอุ่นและเป็นกันเอง
โดยเฉพาะบริเวณกุฎิเจ้าอาวาสฯที่คณะกรรมการวัดและลูกศิษย์วัดต่างกำหนดช่วงเวลาและจัดคิวในการรับกิจนิมนต์ของเจ้าอาวาสเพื่อไม่ให้กระทบกับสุขภาพ และการนัดหมายของแพทย์ตามการรักษาที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ โดยพบว่าวันนี้มีผู้ที่เดินทางไกลที่สุดมาพบและสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาส คือเดินทางมาจาก จ.สมุทสาคร ซึ่งมีระยะทางไปและกลับขอนแก่น-สมุทสาคร กว่า 1,000 กม.

นายพิชฌ์พงศ์ สุวีรานนท์ อายุ 66 ปี กล่าวว่า ตนเองเดินทางมากับ นางอารี สุวีรานนท์ อายุ 66 ปี จาก จ.สมุทรสงคราม มาขอนแก่น โดยช่วยกันชับชี่ขับรถยนต์ส่วนตัวออกจากบ้านเดินทางมายังวัดป่าอดุลยาราม ระยะทางเที่ยวละกว่า 500 กม. เนื่องจากเรื่องดังกล่าวจากข่าวมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นหลายฝ่ายออกมาพูดถึงประเด็นนี้ จึงพยายามติดตามข้อมูลว่าความเป็นมาที่แท้จริงเป็นอย่างไร รวมทั้งค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่จนทราบว่าในอดีตบริเวณดังกล่าวเคยเป็นป่าช้า และมีเรื่องราวเกี่ยวกับการจับจองที่ดินก่อนที่จะมีการนำพื้นที่มาใช้เป็นวัด ส่วนตัวอยากบอกว่า เมื่อทรัพย์สินได้มีการมอบให้ไปแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาเรื่องราวตามหลักการและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะบุคคลระดับผู้ใหญ่ที่ออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ควรพูดอยู่บนหลักการ เพราะคำพูดมีผลต่อความเข้าใจของประชาชนและคนรุ่นหลัง
"ผมและภรรยาเป็นข้าราชการครูบำนาญ ซึ่งเป็นคนมีการศึกษาและติดตามข้อมูล จึงพอทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และนั่นเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้อยากเดินทางมาให้กำลังใจเจ้าอาวาสด้วยตนเอง และตอนนี้จากการดูติดตามข่าวสาร เหมือนคนมีความรู้พูดกับคนไม่มีความรู้ มันจึงเกิดความวุ่นวาย ซึ่งเมื่อได้พบพระครูอดุลสารนิเทศ ก็ได้บอกกับเจ้าอาวาสว่า วัดเป็นสถานที่ที่ทำให้สาธารณชนมีความสุข อีกทั้งการมีวัดป่าอยู่กลางเมืองถือเป็นสิ่งที่หาได้ยาก เพราะภายในพื้นที่ยังมีต้นไม้และธรรมชาติจำนวนมาก จึงอยากมาดูสถานที่จริง จึงขับรถมาเองกว่า 500 กม.ตั้งใจเพียงมากราบเจ้าอาวาสแล้วเดินทางกลับทันที หากมาแล้วไม่ได้พบก็ถือว่าโชคร้าย แต่วันนี้ถือว่าโชคดีที่เดินทางมาทันก่อนที่เจ้าอาวาสจะออกไปปฏิบัติกิจนอกวัด อีกทั้งภรรยาเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรม และการได้มาพบเจ้าอาวาสในจังหวะดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำให้ตนรู้สึกขนลุก"
นายพิชฌพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เรื่องต่าง ๆ ได้ผ่านกระบวนการและคำตัดสินของศาลแล้ว รวมทั้งกล่าวถึงข้อมูลที่ตนอ้างว่าได้มีการลงในราชกิจจานุเบกษา จึงเห็นว่าควรยึดหลักกฎหมายและหลักฐานที่เกี่ยวข้องยกตัวอย่างในมุมมองของตน หากมีผู้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงพยาบาลแล้วต่อมาทายาทต้องการที่ดินคืน หากต้องรื้อโรงพยาบาลคืนให้ทั้งหมดก็อาจเกิดความวุ่นวาย พร้อมมองว่าหลักการเช่นเดียวกันอาจเกี่ยวข้องกับวัด โรงพยาบาล สถานีอนามัย หรือสถานที่สาธารณะในหลายพื้นที่ทั่วประเทศที่ได้รับการบริจาคที่ดินในอดีต

"วัดหลายแห่งทั่วประเทศมีที่ดินจำนวนมากจากการบริจาคของประชาชน บางแห่งมีบ้านเรือนประชาชนอยู่ใกล้หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับวัด ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันโดยอาศัยหลักถ้อยทีถ้อยอาศัย จึงเห็นว่าหากมีการย้อนกลับไปเรียกคืนพื้นที่ที่บริจาคให้สาธารณประโยชน์ทั้งหมด ก็อาจสร้างปัญหาตามมาในวงกว้าง คำว่า วัดป่า ย่อมมีองค์ประกอบสำคัญคือพื้นที่ป่าและต้นไม้ ซึ่งต้นไม้ขนาดใหญ่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในเวลาอันสั้น พร้อมยกตัวอย่างสวนที่บ้านของตนซึ่งมีต้นมะเกลือขนาดใหญ่และมีต้นมะเกลือรุ่นเล็กอยู่โดยรอบ ทำให้เข้าใจว่าต้นไม้ใหญ่บางต้นต้องใช้เวลาเติบโตยาวนาน และจากที่เดินดูต้นไม้ภายในวัด พบว่าต้นไม้หลายต้นมีอายุไม่น้อย และสะท้อนว่าพื้นที่นี้มีความเก่าแก่ดั้งเดิม โดยกล่าวในเชิงความคิดเห็นว่าบางต้นอาจมีอายุเป็นร้อยปี และเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นควรดำเนินไปตามกติกา อย่างน้อยพื้นที่สีเขียวดังกล่าวก็เปรียบเสมือน ปอดของเมืองขอนแก่น หากพื้นที่ถูกนำไปพัฒนาเป็นสิ่งปลูกสร้างในอนาคต เมืองอาจสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติที่หาได้ยาก พร้อมชี้ให้เห็นว่าการได้ยินเสียงไก่และได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติกลางเมืองเป็นสิ่งที่ไม่ได้พบเห็นง่าย หากคนขอนแก่นไม่ร่วมกันอนุรักษ์ไว้ วันหนึ่งอาจต้องกลับมาเสียดายภายหลัง"
ด้านนางอารี สุวีรานนท์ อายุ 66 ปี กล่าวว่า เดินทางมาด้วยใจ ไม่ได้มีความโกรธเคืองบุคคลใด แต่ติดตามอ่านข่าวและความคิดเห็นต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ จนเข้าใจว่าพื้นที่แห่งนี้มีบทบาทต่อสาธารณะ โดยเฉพาะข้อมูลในอดีตที่ระบุว่าพื้นที่เคยเป็นป่าช้าและเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้ เมื่อเดินทางมาดูด้วยตนเอง เห็นการใช้ชีวิตของเจ้าอาวาสแล้วมองว่าท่านอยู่อย่างสมถะ ไม่ได้อยู่อาคารใหญ่โต และรู้สึกสงสารกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตั้งใจเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ

ขณะที่ นายณรงค์ศักดิ์ เฉลิมพงษ์ อายุ 67 ปี ชาว จ.จันทบุรี กล่าวว่า เมื่อเดินทางมาถึงก็ได้กราบเจ้าอาวาส และจากการพูดคุยในฐานะประชาชนทั่วไป มองว่าพระครูอดุลสารนิเทศมีลักษณะการพูดจาเรียบร้อย น่าเคารพ นับถือ และเลื่อมใส จึงคิดว่ากิจวัตรของท่านน่าจะเป็นไปด้วยดี สำหรับข้อพิพาทและการที่มี ป้าดา รวมทั้งทีมกฎหมายออกมาให้ข้อมูลต่างๆนั้นตนพยายามมองทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายของป้าดาก็มีสิทธิ์ดำเนินการในส่วนของตน ขณะที่เมื่อมองในส่วนของวัด เห็นว่าวัดตั้งอยู่ในพื้นที่นี้มาเป็นเวลานานแล้ว
"หากเป็นผมและเป็นทรัพย์สินของผม ก็คงยกให้วัดไป เพราะทรัพย์สินไม่สามารถนำติดตัวไปได้ และมองว่าเป็นการสร้างบุญกุศลไว้ภายหน้า ส่วนสภาพที่เห็นด้วยตาตนเอง ซึ่งวันนี้มาดูพบว่าภายในมีทั้งกำแพง วัด พระสงฆ์ และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นวัด แม้ตนจะไม่ทราบรายละเอียดภายในของข้อพิพาททุกประเด็น แต่จากสภาพที่เห็นด้วยสายตาถือว่าเป็นวัดที่มีความสมบูรณ์ ก่อนเข้าวัดได้ขับรถดูพื้นที่โดยรอบ เห็นมีกำแพงล้อม มีซุ้มประตู และสภาพโดยรวมเป็นวัด ขณะที่พื้นที่โดยรอบมีความเจริญและมีรถยนต์สัญจรตลอด จึงมองจากสภาพทางกายภาพว่าเป็นวัดโดยสมบูรณ์แล้ว
ภูมิภาค48