กรมชลฯติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างและการจัดหาที่ดินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์

ภูมิภาค22 ส.ค. 2562 • 14:20 น.
กรมชลฯติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างและการจัดหาที่ดินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์
กรมชลประทาน : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน(ฝ่ายก่อสร้าง) สั่งการให้นายเสริมชัย เชียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน ลงพื้นที่ประชุมติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างและการจัดหาที่ดินเพื่อเร่งรัดการส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้รับจ้างของงานในเขตพื้นที่รับผิดชอบสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 โดยนายยุทธนา มหานุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มอบหมายให้นายโชค พรินทรากูล หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม นายชวลิต สุราราช วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ วบ.12 พญ. นายธงชัย ใจเทียมศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 2 นายสุรพล ตันจันทร์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 3 เจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ 12 ร่วมประชุม ที่ห้องประชุมผาสุข สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 4 จากนั้นผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี ณ บริเวณเขื่อนหัวงาน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมดูการส่งน้ำเติมสระประปาหมู่บ้านสีเสียดในเขตพื้นที่ชลประทาน นายเสริมชัย เชียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กล่าวว่า “โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่9 ) ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี พร้อมระบบผันน้ำ ระบบส่งน้ำและอาคารประกอบไว้ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อการเกษตร และ อุปโภคบริโภคของราษฎร ที่อพยพจากบริเวณพื้นที่ถูกน้ำท่วมเหนือเขื่อนสิริกิติ์ อําเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 49,500ไร่ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศสูงต่ำแตกต่างกันมาก ประกอบกับมีพื้นที่ขนาดใหญ่และใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค จากระบบท่อส่งน้ำที่ส่งน้ำมาจากเขื่อนสิริกิติ์ ผ่านทางท่อซีเมนต์ใยหิน ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2529 จึงมีสภาพชํารุดทรุดโทรม แตก และ รั่วซึมเสมอ ส่งผลให้สูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังส่งน้ำได้เพียง 5,000 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 50,000 ไร่ ทําให้เกิดการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง และไม่มีน้ำสำหรับทำการเกษตร “ ต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ โดยมีระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ 11 ปี (2554-2564) ประกอบด้วย เขื่อนหัวงาน และอาคารประกอบพร้อมอุโมงค์ส่งน้ำและท่อส่งน้ำ ปัจจุบันผลการดำเนินงานแล้วกว่าร้อยละ 55 ซึ่งหากโครงการฯ แล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค โดยมีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 53,000 ไร่ 9 ตำบล ช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่แปลงอพยพที่ได้เสียสละที่ดิน เพื่อก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำมานานกว่า 40 ปี อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำน่าน รวมทั้งยังได้ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบโครงการ ฯ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถสร้างรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย นายเสริมชัย กล่าว. กิตติพงษ์ ทุนเพิ่ม ทีมข่าวภูมิภาค.