บิ๊กโจ๊กเร่งให้เปิดรั้วโรงเรียนแก้ปัญหากรณีข้อพิพาทที่ดินชาวเลหลีเป๊ะ คาดโทษจนท.ละเว้นการปฏิบัติทุกระดับชั้น

ภูมิภาค31 ม.ค. 2566 • 09:29 น.
บิ๊กโจ๊กเร่งให้เปิดรั้วโรงเรียนแก้ปัญหากรณีข้อพิพาทที่ดินชาวเลหลีเป๊ะ คาดโทษจนท.ละเว้นการปฏิบัติทุกระดับชั้น

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2566 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีปัญหาข้อพิพาทในที่ดินที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะจังหวัดสตูล พร้อมคณะลงพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ติดตามความคืบหน้า  โดยคาดโทษเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทุกระดับชั้นโดยเฉพาะในแนวทางการแก้ปัญหา หาพื้นที่ลำรางเส้นทางน้ำ ป้องกันปัญหาน้ำท่วมบนเกาะหลีเป๊ะให้แล้วเสร็จ  โดยมุ่งเป้าในการแก้ปัญหาไปที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสตูล  และปลัดส่วนหน้าเกาะหลีเป๊ะ  ที่ต้องจัดการแก้ปัญหานี้ให้ได้ หากไม่ได้ถือเป็นการละเว้น  

 

พร้อมกันนี้  ได้แจ้งความเพิ่มจากความคืบหน้าของการลงตรวจแนวเขตของกรมธนารักษ์รอบโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ   และสถานีอนามัยเกาะหลีเป๊ะ   พบว่ามีการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวจริง   จากการเทียบแผนที่เดิมเมื่อมีการสำรวจในปีพุทธศักราช 2533 พบว่ามีเอกชนบุกรุกจำนวน 5 ราย  เป็นโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะจำนวน 4 รายและสถานีอนามัยบ้านเกาะหลีเป๊ะจำนวน 1 ราย

โดยวันนี้ทางเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดสตูล   ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อสถานีตำรวจภูธรหลีเป๊ะแล้ว   พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองและปลัดอำเภอ  รวมทั้งตำรวจเร่งเจรจาให้เอกชนเปิดรั้วโรงเรียนที่เคยเป็นข้อพิพาทหลังจากการพิสูจน์ของคณะทำงานยุติแล้วว่าเอกชนบุกรุกทับที่ของโรงเรียนให้เร็วที่สุด

 พร้อมกันนี้ พล.ต.อ สุรเชษฐ์  หักพาล    รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทิ้งประเด็นให้ฝ่ายปกครองโดยเฉพาะในอำเภอส่วนหน้าเกาะหลีเป๊ะในการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะในเรื่องของโรงแรมบนเกาะหลีเป๊ะที่มีมากกว่า 100 แห่ง     ที่ไม่ได้จดทะเบียน  ซึ่งได้มอบหมายให้ไปเร่งดำเนินการหากไม่สามารถดำเนินการได้ถือเป็นการละเว้น 157 และต้องให้มีการรื้อถอนรีสอร์ทและโรงแรมทั้งหมด      

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังบอกอีกว่าตลอด 2 สัปดาห์ที่ลงมาติดตามใช้หลักแนวทางการทำความจริงให้ปรากฏว่าใครทับที่ของใครเชื่อว่าหลังจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะดำเนินคดีต่อไป  เพราะมีหมุดหมายและสามารถที่จะดำเนินการจัดระเบียบตามกฎหมายได้ต่อไป     หลังจากนั้นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพร้อมคณะได้ลงพื้นที่แปลงที่  62 เพื่อปิดป้ายให้ดำเนินการรื้อถอน  จากที่มีทั้งหมด  8 จุด   ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติ  ที่คดีสิ้นสุดแล้ว ให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติรายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.71/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.268/2560 จึงประกาศให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติหากไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวอุทยานแห่งชาติตะรุเตาจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป