พ่อเฒ่าวัยเฉียดร้อยผวาตาย“จ่ากอง”ขรก.ฝ่ายปกครองยิงถล่มบ้านไม่รู้สาเหตุหวั่นย้อนก่อเหตุซ้ำ

ภูมิภาค22 ก.พ. 2562 • 07:02 น.
พ่อเฒ่าวัยเฉียดร้อยผวาตาย“จ่ากอง”ขรก.ฝ่ายปกครองยิงถล่มบ้านไม่รู้สาเหตุหวั่นย้อนก่อเหตุซ้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 171 หมู่ 11 ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ครอบครัวและลูกหลานของนายสุรินทร์ ศิลารัตน์ พ่อเฒ่าอายุ 86 ปี ต่างเข้ามาเฝ้าระวังเหตุการณ์ หลังจากเมื่อย่ำรุ่งวานนี้ ได้มีข้าราชการฝ่ายปกครองรายหนึ่งของ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “จ่ากอง” ได้เข้ามาก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงใส่บ้านของนายสุรินทร์ ขณะที่นายสุรินทร์กำลังจะเปิดประตูบ้านให้หลานชายคือนายวิรัตน์ ไชยศรี อายุ 38 ปี ที่กลับมาจากกรีดยางพารา โดยผู้ก่อเหตุรายนี้ได้ใช้อาวุธปืนไล่ยิงนายวิรัตน์ ที่หนีตายอย่างหัวซุกหัวซุนเข้าไปในสวนรอดตายอย่างหวุดหวิด ทำได้แค่ถีบรถจักรยานยนต์จนได้รับความเสียหาย นายสุรินทร์ ศิลารัตน์ พ่อเฒ่าได้เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุนั้นเห็นผู้ก่อเหตุซึ่งคนในหมู่บ้านรู้จักกันดีถึงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง ได้ยิงปืนหลายนัดต่อเนื่องกันขณะที่ตนเองได้ไปดูที่ช่องลม ปรากฏว่าผู้ก่อเหตุได้ยิงเข้ามาอีกกระสุนถูกกำแพงบ้านโชคดีที่ไม่ทะลุ ขณะที่ยิงอยู่นั้นเขาตะโกนตลอดเวลาว่า “กูยิงให้ตายโหงให้หมด” นายสุรินทร์ ยังบอกอีกว่า ไม่เคยมีเรื่องโกรธแค้นใดๆกันมาก่อนผู้ก่อเหตุมีบ้านอยู่ห่างไปแค่ร้อยเมตรเท่านั้น ตั้งแต่เขามาอยู่พูดด้วยกันไม่เกิน 5 ครั้ง ถือว่าโชคดีที่กระสุนไม่โดนทั้งตนเองและหลาน ส่วนตำรวจนั้นได้แจ้งความไปแล้วเขามาเก็บทั้งปลอกกระสุนและหัวกระสุนได้ไปหลายปลอก เขาบอกว่าจะนัดหมายให้ไปพบวานนี้แต่เห็นเงียบไปไม่โทรมานัด ยอมรับว่ามีความหวาดกลัวผู้ก่อเหตุเป็นข้าราชการบนที่ว่าการอำเภอ มีปืน ไม่รู้จะมาก่อเหตุอีกเมื่อไหร่ ยิงปืนเข้าใส่บ้านใครก็ได้โดยไม่มีเหตุผล ด้าน พันตำรวจเอกสมคิด ดำเกลี้ยง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรช้างกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานโดยเฉพาะวัตถุพยานในที่เกิดเหตุแล้ว และได้สอบปากคำผู้เสียหายเบื้องต้นแล้ว โดยมีพนักงานสอบสวนคือ ร.ต.อ.ลือชัย รัตนคช เป็นเจ้าของคดี ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว ขณะที่ ญาติของพ่อเฒ่าสุรินทร์ เปิดเผยว่า ลูกหลานวิตกถึงเหตุการณ์เกรงว่าจะถูกย้อนกลับมายิงซ้ำผู้ก่อเหตุเป็นข้าราชการฝ่ายปกครองของอำเภอช้างกลาง มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวบ่อยครั้งชอบใช้อาวุธปืนข่มขู่ชาวบ้านซึ่งเปิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นกันจนสร้างความหวาดกลัวกับชาวบ้านเป็นอย่างมาก และพบว่าผู้ก่อเหตุเคยต้องคดีเรียกค่าไถ่ใน จ.ภูเก็ต หลังจากต่อสู้คดีจนหลุดในชั้นศาลได้กลับเข้ามารับราชการอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้