สานฝันโคราชเมืองคาร์บอนต่ำ เคาะผลการศึกษาตอบโจทย์ด้วยขนส่งมวลชนสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเซ็นทาราโคราช อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายศุภภิมิตร เปาริก รอง ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานเปิดการดำเนินโครงการส่งเสริมเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบสาธารณะไฟฟ้า โดยมี MR.Renaud Meyen ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยพร้อม ดร.กัญณภัทร ชื่นวงศ์ นักวิจัยสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการศึกษาเชิงนโยบายเกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะด้วยพลังงานไฟฟ้าในเขตเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา
โดยมีนายชาตรี วงษ์วิบูลย์สิน รองนายก ทน.นครราชสีมา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สมาคมคนพิการทั้งทางการเคลื่อนไหว,สายตา,หูหนวกและประชาชนกว่า 100 คน รับฟังการชี้แจงบทสรุปผลการศึกษาดำเนินงานโดยความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติแห่งเอเชียและแปซิฟิก สถาบันบริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ ทน.นครราชสีมา มุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนด้วยการออกแบบระบบขนส่งสาธารณะโดยใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (E-Bus) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางจากรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นระบบขนส่งสาธารณะและนำผลการศึกษาไปใช้วางแผนและออกแบบนโยบาย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางและออกแบบเส้นทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของชาวโคราชรวมทั้งลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ดร.กัญณภัทร เปิดเผยว่า ผลสำรวจถนนในเขต ทน.นครราชสีมา บางเส้นทางยังมีความกว้างของถนนเพียงพอรองรับการเดินรถ E-Bus แต่สภาพการจราจรบริเวณศูนย์กลางในตัวเมือง โคราช พบปริมาณหนาแน่นตลอดทั้งวัน จึงควรพิจารณาระบบเดินรถ E-Bus ที่สามารถแยกรถโดยสารออกจากกระแสจราจรปกติบนถนนได้ เช่นกั้นช่องจราจรหรือแบ่งเลนพิเศษสำหรับรถโดยสารหรือก่อสร้างทางยกระดับโดยใช้เกาะกลางถนน คลองระบายน้ำเป็นแนวเส้นทางเดินรถ การจัดทำการศึกษานี้ครอบคลุมมิติด้านวิศวกรรมการขนส่ง การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย ความเสมอภาคทางเพศและความครอบคลุมทางสังคมโดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ผลการศึกษาเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจราจรและขนส่งในพื้นที่และสะท้อนความต้องการเดินทางของประชาชน โดยเสนอแนะเส้นทางการเดินรถขนส่งสาธารณะด้วยพลังงานไฟฟ้าและที่ตั้งของจุดจอดรถโดยสารที่เหมาะสมกับลักษณะการเดินทางและความต้องการแบ่งออกเป็น 5 เส้นทาง กำหนดจุดจอดทั้งหมด 33 จุดจอดและเพื่อให้ระบบมีผลกระทบต่อการจราจรให้น้อยที่สุด สายสีม่วง เริ่มจากโรงเรียนอุบลรัตน์ถึงแยกจอหอ ระยะทางพื้นดิน 9.9 กิโลเมตร 9 จุดจอดและทางยกระดับ 7.5 กม. 8 จุดจอด ,สายสีส้ม 5 จุดจอด จากศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ถึงแยกจอหอ มีระยะทางพื้นดิน 5.3 กม. 2 จุดจอดและทางยกระดับ 2.6 กม. 3 จุดจอด
สายสีแดง 8 จุดจอด จากแยกประตูน้ำถึงเขตอุตสาหกรรมสุรนารี ระยะทางพื้นดิน 4.2 กม. 4 จุดจอด และทางยกระดับ 2.3 กม. 4 จุดจอด ,สายสีเหลือง จากแยกบายพาสถึงแยกประโดก ระยะทางพื้นดิน 5.3 กม. 4 จุดจอด และสายสีเขียวมีหน้าที่เป็น Feeder มีทั้งหมด 4 จุดจอด เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบริเวณถนนมุขมนตรีผ่าน สำนักงาน ทน.นครราชสีมาถึงบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีโดยใช้เส้นทางรถไฟในการขนส่งผู้โดยสารจากบริเวณโรงแรมสีมาธานีถึงสถานีหัวทะเล เพื่อส่งเสริมการเดินทางมายังระบบการเดินรถ E-Bus 5 เส้นทางหลัก รวมทั้งได้เสนอแนะให้รถสองแถวบริการขนส่งสาธารณะรอง (Feeder) เพื่อรองรับความต้องการเดินทางในเขต ทน.นครราชสีมาและพื้นที่โดยรอบได้ ที่สำคัญได้คำนึงถึงหลักการออกแบบอารยสถาปัตย์ เพื่อตอบโจทย์การใช้บริการของผู้โดยสารทั้งสตรี เด็ก ผู้สูงอายุและผู้พิการได้ทุกกลุ่ม
ทั้งนี้ได้คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารตลอดอายุการดำเนินโครงการ 20 ปี เท่ากับ 698 ล้านคน-เที่ยว หรือ 95,590 คน-เที่ยวต่อวัน เมื่อพิจารณาการเดินรถ 20 ปี รายได้จากค่าโดยสารจะประมาณ 7,967 ล้านบาท โตยคิดอัตราค่าโดยสาร 15-25 บาท และเมื่อรายได้พึงจะได้รับจากค่าเช่าพื้นที่ประกอบกิจการธุรกิจและค่าโฆษณาด้วย รายได้ทั้งหมดจะเท่ากับ 9,497 ล้านบาท โดยมีต้นทุนการลงทุนทั้งระบบ 3,732,100,000 บาท
นายชาตรี ฯ รอง นายก ทน.นครราชสีมา กล่าวว่า ทน.นครราชสีมา ได้วางแผนสร้างให้โคราชให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีความจำเป็นต้องดำเนินการเร่งด่วน เราได้ตระหนักและคำนึงถึงการขยายตัวของเมือง จึงจำเป็นต้องแสวงหาเทคโนโลยีหรือมาตรการที่จำเป็นมาใช้เพื่อลดการเกิดคาร์บอนและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ด้านนายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ในฐานะตัวแทนประชาชน กล่าวว่า การออกแบบนโยบายสาธารณะในการสร้างเมือง ขอให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในอนาคต ภาคเอกชนที่ลงทุน ต้องใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาครัฐต้องกำหนดนโยบายสาธารณะสอดคล้องกับภาคเอกชนสร้างให้โคราชเป็นเมืองในอนาคตแห่งเทคโนโลยีและมีคาร์บอนต่ำ โดยมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเหมาะสมกับคุณภาพชีวิต