"กมธ.ป.ป.ง."ขอ ป.ป.ง.-ธนารักษ์ พิจารณาคดีอาคารชุดที่ยืดเยื้อนาน 10 ปี เหตุบริษัทโดนยึดทรัพย์คดีจำนำข้าว

ภูมิภาค24 ม.ค. 2567 • 14:45 น.
"กมธ.ป.ป.ง."ขอ ป.ป.ง.-ธนารักษ์ พิจารณาคดีอาคารชุดที่ยืดเยื้อนาน 10 ปี เหตุบริษัทโดนยึดทรัพย์คดีจำนำข้าว

วันที่ 24 มกราคม 2567 ห้องประชุมกรรมาธิการ N 407 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา(เกียกกาย) นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ง.) พร้อม กมธ. ที่ปรึกษา เลขานุการ ได้ประชุมพิจารณาปัญหาร้องเรียนจากผู้ได้รับความเดือดร้อนกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินอาคารชุด ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพมหานคร  ซึ่งประกอบด้วยผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด และบุคคลผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากเจ้าของโครงการอาคารชุดถูกยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีในโครงการรับจำนำข้าว 

โดย กมธ.ป.ป.ง. ได้เชิญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมบังคับคดี และผู้เสียหายเข้าร่วมประชุม ซึ่ง กรมบังคับคดี​ ส่ง นางเพ็ญรวี  มาแสง ​รองอธิบดีกรมบังคับคดี ,นายวุฒิพงษ์ เหลืองประเสริฐ​ นิติกรชำนาญการพิเศษ ,นางสาวอรพินทร์  จันทนา​นิติกรชำนาญการ ,สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่งนายสุทธิศักดิ์  สุมน ​ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย ,นายก้องภพ  มีภู่​นิติกรชำนาญการ ส่วนผู้ร้องเรียน จำนวน ๒ ราย บริษัท เคเอสบี เอ็นจิเนียริ่ง ซีสเต็มส์ จำกัด นายครรชิต บัวมาก ​กรรมการ,นางสาว อุไรรัตน์  บัวมาก​ กรรมการ,วิริยะพนธ์ บัวมาก​ วิศวกรบริษัท และ บริษัท เอ็น ไอ บี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีนายนิคม ชูสกุลวงศ์​ กรรมการผู้จัดการ ,นายประสาน คงสาย​ที่ปรึกษา และผู้เสียหาย นางสาวเทียนศิริ  ศิลานิล​ ,นางสาวณัฐธิดา กลิ่นจันทร ,นายชลิต  จิระธรรมนุกูล ให้ข้อมูล

สำหรับการประชุมเป็นการพิจารณาเพื่อหาช่องทางในการช่วยเหลือผู้เสียหายที่มีอยู่กว่า 900 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อในคดี ซึ่ง กมธ.ปปง.เห็นว่า เรื่องนี้ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม ในการเข้ายึดและอายัดทรัพย์ของ “ป.ป.ง.” เพราะผู้เสียหายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีกับปัญหาของบริษัทที่ถูกยึดและอายัดทรัพย์สินในเหตุผลทางคดีโครงการรับจำนำข้าว การพิจารณาจึงได้รับฟังเหตุผล ความคืบหน้าต่อการดำเนินการของ ป.ป.ง.และธนารักษ์ ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ซึ่งผู้เสียหายได้พยามต่อสู้ที่หลายฝ่ายเข้าใจว่าผู้เช่าซื้อคอนโดได้รับความเดือดร้อนในกรณีนี้ แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมเกิดความเสียหายกว่า 400 ล้านบาทที่ต้องการเรียกคืนเงินดาวน์จากโครงการนี้ ทั้งนี้ที่ประชุมจึงมีมติให้ดำเนินการพิจาณาเพื่อหาช่องทางช่วยเหลือกันอย่างรอบคอบ 

ด้าน พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาประธาน กมธ.ป.ป.ง กล่าวว่า แนวทางการที่จะช่วยเหลือประชาชนขอฝากถึง ป.ป.ช.-ธนารักษ์ ตามข้อสังเกตเป็นสองส่วน ส่วนแรก สำนักงาน ป.ป.ง. ควรจะนำคำพิพากษาศาลฎีกา คดีเลขที่  2118/2566 ของศาลฎีกาเร่งดำเนินการพิจาณาโดยด่วน เพื่อให้ ป.ป.ง.ดำเนินการพิจาณาตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 53 ประกอบการพิจารณาคำวินัจฉัยเพื่อหาช่องทางการช่วยเหลือผู้เสียหายในคดี ส่วน กรมธนารักษ์ ควรที่จะรอผลการพิจาณาการพิจารณาทางเลือกตามมาตร 53 ให้ชัดเจนก่อน เพราะหากผลออกมาว่าผู้เสียหายที่ซื้อคอนโดไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ ป.ป.ง. มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์จะทำให้ผู้เสียหายที่ซื้อคอนโดไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นข้อสังเกตมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือประชาชนที่เป็นผู้เสียหายทุกฝ่าย

ขณะที่ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด กล่าวว่า กรณีดังกล่าว จะมีการพิจาณาต่อไป โดยให้ สำนักงาน ป.ป.ง. ได้นำข้อมูลในประเด็นที่ กมธ. เห็นว่ามีข้อพิรุธ กรณีทรัพย์สินที่ยึดอายัดไปแล้ว ว่าทรัพย์บางส่วนได้มีการรับมอบจาก ป.ป.ง. ให้เอกชนรายหนึ่งมาหารายได้ ห้องชุด ว่าเป็นข้องเท็จจริงอย่างไร และมีการส่งเงินให้มากน้อยแค่ไหน กรณีที่สอง ครั้งต่อไปจะเชิญ กรมธนารักษ์อีกรอบ พร้อมกับเชิญ กรมที่ดิน และนิติบุคคลที่อ้างว่าได้รับการแต่งตั้งแล้ว ว่าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อดำเนินการขายทอดตลาด โดยเฉพาะ สำนักงาน ป.ป.ง. จะขอให้นำข้อสรุปทางกฏหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิ์ตามข้อกฏหมายคำวินิจฉัยศาลฎีกา  2118/66 เพื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 53 ประกอบการพิจาณาในการหาช่องในการช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหายต่อไป

สำหรับปัญหานี้รายงานแจ้งว่าเดิมบริษัทเจ้าของโครงการได้เปิดจองห้องพักหลายโครงการ เริ่มเปิดจองเมื่อเดือน พ.ย. 2556 จะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ. 2560 แต่ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้าง ราคาห้องของโครงการมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3 ล้านบาท จนถึง 15 ล้านบาท ต่อมาเมื่อเดือน มิ.ย. 2557 หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท ได้ขายหุ้นให้เจ้าของใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทกระทั่งเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา ป.ป.ง.มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์ของกลุ่มบริษัทและบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับ  อดีตพ่อค้าข้าวชื่อดังและเป็นจำเลยในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีโดยมิชอบ ทำให้การก่อสร้างหยุดชะงัก