ชาวบ้านห้วยยอดตรังพร้อมผู้นำชุมชน และสธ.พบ 2 สาวไทยกักตัวที่บ้าน หลังกลับจากทำงานจากฉงชิ่งจีน

ภูมิภาค14 มี.ค. 2563 • 11:01 น.
ชาวบ้านห้วยยอดตรังพร้อมผู้นำชุมชน และสธ.พบ 2 สาวไทยกักตัวที่บ้าน หลังกลับจากทำงานจากฉงชิ่งจีน
ชาวบ้านห้วยยอดตรังพร้อมผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่สธ.พบ 2 สาวไทยกักตัวที่บ้่าน หลังกลับจากทำงานจากฉงชิ่งจีน อย่างถูกกฎหมาย ขณะชาวบ้านขอให้ย้ายออกจากพื้นที่  สุดท้ายทำความเข้าใจกันได้ ด้านส.ส.ระบุกักตัวบุคคลที่กลับจากประเทศระบาด เป็นเรื่องที่ดีลดความกดดันของผู้ถูกกักตัว วันที่ 14 มีนาคม 2563  นายสาทิตย์  วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายประยงค์ ขวัญสิริดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลท่างิ้ว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นายทวีสิน รอดคืน กำนันตำบลท่างิ้ว นายสัมพันธ์  ฝาดซิ้น กำนันตำบลหนองช้างแล่น รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ต.ท่างิ้ว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง  ซึ่งเป็นหลังที่ใช้สำหรับการกักตัวของผู้หญิง 2 คน คนหนึ่งเป็นชาวจ.ตรัง ส่วนเพื่อนเป็นชาวอำเภอท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช  ซึ่งเดินทางกลับจากการทำงานที่เมืองฉงชิ่ง  ประเทศจีน ถึงจ.ตรัง เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา  โดยทางครอบครัว ญาติพี่น้อง ได้จัดพื้นที่ซึ่งเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งใช้สำหรับการกักตัวทั้ง 2 คน เป็นเวลา 14 วัน โดยมีทางครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย น้องสาว และน้องเขยของหญิงชาว จ.ตรัง เป็นคนดูแล จัดเตรียมพื้นที่ รวมทั้งข้าวของแยกตัวออกไปต่างหาก ไม่ได้มาคลุกคลีกับคนอื่นๆในครอบครัว รวมทั้งเพื่อนบ้านในหมู่บ้านแต่อย่างใด ส่วนตัวบ้านมีการล้อมเชือกพร้อมปิดป้ายห้ามเข้าเด็ดขาด พร้อมทั้งมีจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลท่างิ้วมาคอยติดตาม ตรวจเช็คร่างกายของทั้ง 2 คน  และจะมีอุปกรณ์วัดไข้ไว้ประจำตัวคนละ 2 ชุด เพื่อไว้ตรวจเช็คร่างกาย ของตนเองอยู่ภายในบ้านเบื้องต้น พักอาศัยตามลำพังมาแล้วประมาณ 4-5 วัน ก็ยังไม่มีอาการไข้ใดๆ ทั้ง 2 คน ยังปกติ   แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากชาวบ้านในพื้นที่ต.ท่างิ้ว และ ต.หนองช้างแล่น ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกัน ที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงทราบข่าว ก็เกิดความวิตกกังวล  โดยขอให้ทั้ง 2 คน ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เพราะหวั่นความไม่ปลอดภัย กลัวทั้ง 2 คนจะแพร่กระจายเชื้อ ทำให้กำนันทั้ง 2 ตำบล  ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ส่วนหนึ่งคลายวิตกกังวล แต่บางส่วนยังกังวล ทั้งนี้ การกักตัวเองของหญิงทั้งขอให้ประชาชนเข้าใจและไว้วางใจในมาตรการดังกล่าว นายชนะ รักษา  อายุ 43 ปี  ซึ่งเป็นน้องเขยของหญิง ชาว จ.ตรัง พร้อมภรรยา ก็บอกว่า  ตนเองกับภรรยาเป็นคนดูแลพี่สาวกับเพื่อนด้วยตัวเอง ทั้งการจัดบ้าน เตรียมข้าวของเครื่องใช้ไว้พร้อมสรรพก่อนจะไปรับทั้ง 2 คน กลับมา โดยทั้ง 2 คน  ก็มีการป้องกันตนเองอย่างดี ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับใคร ตนเองคอยส่งข้าว ส่งน้ำ กับข้าวให้ทั้ง 2 คน ปรุงรับประทานกันเองภายในบ้าน ไม่ได้ออกจากบ้านพักกักตัวอย่างใด ขอเพื่อนบ้านไม่ต้องกังวล แต่หากตนจะให้พี่สาวกับเพื่อนออกไปอยู่ที่อื่น ตนเองก็ทำไม่ได้  เพราะหวั่นว่าหากปรากฏอาการป่วยในภายหลัง อาจทำบุคคลอื่นได้รับความเดือดร้อนได้  จึงให้ทั้ง 2 คน อยู่กับบ้านจะดีที่สุด และเฝ้าระวังให้ครบ 14 วัน ทั้งนี้ อยู่มาประมาณ 4-5 วันแล้ว ก็ไม่ได้มีอาการอะไร              ขณะที่นายสัมพันธ์  ฝาดซิ้น กำนันตำบลหนองช้างแล่น ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกัน กล่าวว่า ชาวบ้านที่วิตกกังวลและรวมตัวกัน รวมทั้งร้านค้าใกล้เคียงแห่งหนึ่งต้องปิดร้าน ทุกคนทั้งกำนันทั้ง 2 ตำบล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  รวมทั้ง ส.ส.ก็ได้ร่วมกันทำความเข้าใจ  ขณะนี้ส่วนหนึ่งก็ดีขึ้น แต่อาจมีบางส่วนยังรู้สึกกังวล ทั้งนี้ ทั้ง 2 คน ไม่ได้มีอาการป่วยแต่อย่างใด แต่เราต้องร่วมกันกักตัวตามมาตรการเฝ้าระวังอาการให้ครบ 14 วัน หรือหากพบมีอาการภายหลัง  โรคดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้ติดกันง่ายๆ หากมีการกักตัวแล้ว ก็ไม่ได้ไปคลุกคลีกับบุคคลอื่น หากพบว่ามีอาการป่วย ซึ่งมีการตรวจวัดไข้และเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด ก็จะโทรไปหาเจ้าหน้าที่ให้จัดรถมารับถึงที่ จะไม่สามารถคลุกคลีกับชาวบ้านได้เลย ขอให้ชาวบ้านอย่าวิตกกังวล ด้านนายสาทิตย์  วงศ์หนองเตย   ส.ส.ตรัง เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า  การกักกันตัวผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงไว้ที่บ้านมีข้อดี  คือ ทำให้ผู้ถูกกักตัวไม่รู้สึกกดดัน  มากจนเกินไป  และหลังจากมาดู 2 รายนี้ ทำให้เห็นว่า ฝ่ายกระทรวงสาธารณสุขโดยสถานีอนามัยก็มาดูแล และก็มีมาตรการที่ค่อนข้างดี  ฝ่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ต้องรายงานกระทรวงมหาดไทย ส่วนตัวของคนที่ผ่านประเทศกลุ่มเสี่ยงก็มีจิตสำนึกในการที่จะต้องรู้ตัวว่าตัวเองจะต้องถูกกัก ซึ่งทั้ง 2 ราย ที่เดินทางมาจากจีนก็ได้เล่าถึงมาตรการที่มาจากจีนได้ค่อนข้างชัดว่าต้องผ่านมาตรการกักตัวที่จีนมาแล้วเดือนกว่า และก็ไม่พบโรค จีนก็อนุญาตให้เดินทางกลับมาภูมิลำเนาได้ กลับมาแล้วก็ดูแลเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ค่อนข้างดีและตัวเองก็ยอมที่จะให้มีการกักตัวที่บ้าน 14 วันด้วย  ปัญหาก็จะมีเรื่องความเข้าใจของชุมชน ซึ่งที่นี่ก็มีปัญหา  "ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่อนามัยก็ได้ไปชี้แจงชาวบ้าน ทำให้ลดความกังวลลงมาบ้าง แต่  ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ศูนย์ข้อมูลโควิดของรัฐบาล จำเป็นจะต้องให้ความเข้าใจกับชุมชนโดยทั่วไป เพราะขณะนี้ประชาชนบริโภคข่าวสารจากสื่อโซเชี่ยลเป็นหลัก ซึ่งไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่ไปที่มา ไม่ได้เป็นข้อมูลทางการ  เพราะฉะนั้นข้อมูลทางการจากรัฐบาลสำคัญมากที่ให้คนเข้าใจว่าการปฏิบัติตัวของชุมชนเป็นอย่างไร ที่จะทำให้คนตระหนัก แต่ไม่ตื่นตระหนกมากจนเกินไปนัก ทั้งนี้ มาตรการกักตัวเองกับบ้าน ก็ใช้กันเป็นสากลทั่วโลกที่มีผู้คนติดเชื้อ รวมทั้งคนดังๆทั่วโลก เพราะฉะนั้นมาตรการนี้ก็ต้องสร้างความเข้าใจกับชุมชนด้วย  เพื่อไม่ให้ชุมชนต่อต้าน เราก็จะผ่านวิกฤติแบบนี้ไปได้ โดยไม่ตื่นตระหนกมากจนเกินไป"นายสาทิตย์ กล่าว              ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเกิดคนป่วยขึ้นมาในบ้านจะยิ่งสร้างความวิตกกังวลให้คนในชุมชน หรือสังคมนั้นๆมากขึ้นหรือไม่  นายสาทิตย์  กล่าวว่า นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายฝ่ายตั้งโจทย์เอาไว้ว่า ศูนย์ข้อมูลโควิดจะต้องให้ข้อมูลต่อเนื่องกันไปด้วยว่า  ในกรณีเจอคนป่วยจะต้องปฏิบัติอย่างไร ถ้าตัวเรา หรือชาวบ้านเป็นผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวอย่างไร คนรอบข้างต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพราะในไทยเรายังเจอเคสแบบนี้น้อยมาก แต่ต่างประเทศ จีน อิตาลีเขาเจอจำนวนมาก เขาก็จะมีวิธีปฏิบัติของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ชี้แจงข้อมูลส่วนตัวเชื่อว่าคนไม่ตื่นตระหนกมากจนเกินไป  สมัยตอนโรคซาร์ โรคเมอร์ส และไข้หวัดนก แรกๆเราก็ตื่นตระหนก แต่ในที่สุดด้วยการทำความเข้าใจร่วมกันมีมาตรการที่ดีเราก็ผ่านไปได้