ยโสธรปิดการฝึกโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 2
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 2 ตุลาคม 2563 ที่เรือนจำจังหวัดยโสธร นายสมเพชร สร้อยสระคู รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 2 เรือนจำจังหวัดยโสธร โดยมีนายเฉลา สร้อยทอง ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดยโสธร พร้อมด้วย นายนภดล ไกษร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดยโสธร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดยโสธร ร่วมพิธีปิดอย่างพร้อมเพรียง
นายสมเพชร สร้อยสระคู รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้มีการฝึกโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 2 เรือนจำจังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา เพื่อสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก โดยสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ และมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานความคิด การฝึกวินัยการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนได้เมื่อพ้นโทษออกไป
โดยโครงการพระราชทานโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 2 เรือนจำจังหวัดยโสธรมีผู้เข้ารับการฝึกเป็นผู้ต้องขังชาย 43 คน ผู้ต้องขังหญิง 7 คน ร่วมทั้งสิ้น 50 คน เข้ารับการฝึกอบรม 14 วัน ระหว่างวันที่ 18 กันยายน – 1 ตุลาคม 2563 แบ่งการฝึกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การอบรมพึ่งตนเองด้วยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ขั้นตอนที่ 2 การแปลงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ ประกอบด้วย การบริหารจัดการพื้นที่ขยาดเล็กการประยุกต์ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดคลอง ทำนา ตามภูมิสังคม ลงบนกระดาน การสร้างพื้นที่จำลองและวางแผนการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง พออยู่ พอกิน พอใช้ และพอร่มเย็น การปฏิบัติในพื้นที่จริงขนาด 1 งาน ตามทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา ตามภูมิสังคม และ ขั้นที่ 3 การสรุปและการประเมินผล
และจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาผู้ต้องขังสามารถพึ่งพาตนเอง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ทั้งสามารถช่วยเหลือประชาชนทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้หลังจากนี้แล้ว ผู้ต้องขังที่ได้รับการพ้นโทษในโอกาสต่อไปจะได้ดำเนินการในพื้นที่ตามภูมิลำเนาของตนเองอันเป็นการสืบสารพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยการถ่ายทอดความรู้แก่ประชาชน เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และช่วยกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป