คดีใหญ่ ยึดวัดดังจังหวัดสงขลาขายทอดตลาด

ภูมิภาค6 พ.ย. 2564 • 00:05 น.
คดีใหญ่ ยึดวัดดังจังหวัดสงขลาขายทอดตลาด
คดีใหญ่ ยึดวัดดังจังหวัดสงขลาขายทอดตลาด จากกรณีที่นายณัฎนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทยเขต 7 จ.สงขลา ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาการศาสนาศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ถึงการที่ศาลแพ่งพระนครใต้ ได้มีคำสั่งถึงสำนักงานบังคับคดี อ.นาทวี จ.สงขลา เพื่อให้ยึดที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งวัดวังใหญ่ ต.วังใหญ่ อ.นาทวี จ.สงขลา ขายทอดตลาด เพื่อนำเงินไปชดใช้ให้กับโจทย์ผู้ฟ้องคือ บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด ซึ่งกลายเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับ ประชาชน โดยเฉพาะบรรดาพุทธบริษัทเป็นอย่างยิ่ง เพราะกรณีการยึดวัดเพื่อขายทอดตลาดยังไม่เคยปรากฏขึ้นในประเทศ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบกับนายประสาน วิบูลย์พันธุ์ อายุ 57 ปี ทนายความของวัดวังใหญ่ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ที่ดินตรงนี้ ที่ดินสร้างวัดก็มีผู้มีจิตศรัทธาเสื่อมใสในพระพุทธศาสนาก็คือนายไสว ณ พัทลุง แล้วก็ท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อนก็คือท่านถาวร สุมโน ที่เป็นเจ้าอาวาสที่มาจาก จ.ตรัง ในตอนนั้นประมาณ ปี 2536 แล้วก็มีหลานของเจ้าอาวาสองค์ก่อนก็คือนางอำไพ อัมพุกานน ก็มาหาที่ดินบริเวณนี้เพื่อจะก่อสร้างเป็นวัดขึ้นมาก็เลยมาได้ที่ดินของลุงทองแก้ว ที่มีที่ดินที่มีเอกสารเป็น สค.1 ในสมัยนั้น แล้วก็คุณไสว ก็ได้แนะนำว่าถ้าจะขายที่ดินสร้างวัดก็ต้องเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ก็คือ น.ส.3 ก็เลยแนะนำให้ลุงทองแก้วให้ไปทำหนังสือรับรองทำประโยชน์ ก็มีเนื้อที่ 24 ไร่ ( แก่บอกผิดเป็น 27 ไร่ )ก็นายไสว ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวพุทธซึ่งอยู่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เป็นสมาคมท่องเที่ยวอะไร คนที่เสื่อมใสนายไสว ก็เริ่มมาหาเงินมาส่วนหนึ่ง เจ้าอาวาสองค์ก่อนก็มีเงินมาส่วนหนึ่ง มาสมทบกับพี่น้องชาวบ้านบริเวณนี้มีสองหมู่บ้าน ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ก็คือบ้านวังใหญ่แล้วก็บ้านปลายรำ วังใหญ่นี้ หมู่ 10 ปลายรำ หมู่ 11 ของ ต.นาทวี ผู้ใหญ่บ้านคนก่อนสมัยนั้น หมู่ 10 ก็คือนายชม แก้วคง ผมเองเป็นกรรมการหมู่บ้านอยู่ในสมัยนั้น รวบรวมเงินจากนายไสว อะไรต่างๆ นายไสวดำเนินการทั้งหมด พวกเราเป็นผู้สนับสนุนเพราะเป็นเจ้าของพื้นที่ก็เลยซื้อที่ดินของลุงทองแก้ว 24 ไร่ สร้างเป็นวัดนี้ขึ้นมาแต่ตอนนั้น วัดยังไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นทางการก็เลยใส่ชื่อทางทะเบียนไว้ก็คือใส่ชื่อนายไสว ณ พัทลุง กับนางอำไพ อัมพุกานน ในปี พ.ศ.2537 หลังจากนั้นก็นายไสว ก็ได้ดำเนินการขออนุญาตสร้างวัดในปี พ.ศ.2538 วัดก็สร้างเสร็จขึ้นมาเรียบร้อยมีการประกาศจัดตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการในวันที่ 10 เมษายน 2540 พอในระหว่างนั้น ผมทราบข่าวมาว่า นางอำไพ ซึ่งเป็นหลานของเจ้าอาวาสองค์ก่อน เขาอาจจะไปก่อหนี้เป็นการส่วนตัว ไปซื้อรถอะไร ไม่รู้รายละเอียดแต่คาดว่าน่าจะเป็น รถเบนซ์ ของบริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง ก็ต่อมาภายหลังก็ทราบว่าก็มีการฟ้องคดีนางอำไพ ประกอบกับในระหว่างนั้นก็ประมาณปี พ.ศ.2540 เจ้าอาวาสองค์ก่อนก็คือท่านพระครูสุนทร สุวโน ก็มีปัญหาว่าเกิดเรื่องวิบัดเกิดขึ้นในตรงนี้ ผมเองไม่ทราบแน่ชัด แต่ทราบข่าวว่า เป็นข่าวว่าวันนั้นมีอะไรขึ้นมาเหตุการณ์ที่ท่านไม่สบายใจ แล้วท่านก็ไปจากที่นี่ โดยที่ไม่มีใครขับไล่ท่านไป ท่านไปเอง เพราะท่านเห็นว่า อยู่ไปก็สร้างความเสื่อมเสียให้กับตัวแก่ ๆก็เลยไป พอหลังจากนั้นก็เลย ทราบข่าวมาว่านางอำไพ ถูกบังคับคดี ยึดที่ดิน โดยถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ก็มีการยึดที่ดินแปลงนี้ซึ่งมีชื่อนางอำไพ อยู่ เมื่อปี พ.ศ.2550 นายไสว ณ พัทลุง ก็มาพบพวกผมแล้วก็หลายๆคนก็บอกว่าที่ดินของวัดตรงนี้ถูกยึดอยู่ อยู่ที่บังคับคดี รอการประกาศขายทอดตลาด แล้วพวกเองก็จะหาวิธีการอย่างไรแก้ไข ผมเองตอนนั้นก็ยังไม่เป็นทนายความเป็นชาวบ้านเป็นกรรมการหมู่บ้านอยู่ ก็ได้แต่คบกับคนไหนก็พูดกับคนนั้น ว่าวัดเรามีปัญหา พบเจ้าหน้าที่ของกองการศึกษาของอำเภอผมก็พูดกับคนนั้น พบนายอำเภอที่มาอยู่ในพื้นที่ผมก็พูดกับคนนั้น พบนายก อบต.ผมก็พูดกับคนโน้นคนนี้ พูดไปเรื่อย แต่เขาก็บอกว่าไม่รู้จะทำยังไง อีกอย่างหนึ่งโดยแก่นแท้แล้วในเมื่อที่ดินถูกอายัดไว้ตามคำภสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีเราก็ไม่สามารถแก้ไขทางทะเบียนได้ นายไสว ก็ให้ข้อมูลกับผมมาโดยตลอด เราเองก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ตั้งแต่ปี 50 จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วปี 63 นายไสว ก็มาที่วัดมาเจอเจ้าอาวาส เจอกับผม นายไสว บอกว่าที่ดินของวัดที่มีปัญหาอยู่แก่คงดำเนินการต่อไปไม่ไหวอายุมากแล้ว ก็เลยฝากผมซึ่งเป็นทนายความว่าประสาน ช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย ถ้าอย่างไรเสียช่วยดำเนินการแทนพี่น้องประชาชนแทนวัดด้วย ผมก็เลยคิดอยู่ว่าสักวันหนึ่งจะนำเรื่องขึ้นไปยังสำนักพุทธศาสนาที่กรุงเทพ หน่วยงานที่เป็นสูงสุดแต่ด้วยสถานการณ์โควิดไปไม่ได้ หรืออาจจะไปคุยกับตัวแทนของบริษัทธนบุรีลิตซิ่ง ก็ไปไม่ได้เพราะเจอปัญหาโควิด แล้วก็ล่าสุดก็ประมาณปลายเดือนตุลาคมปีนี้ ผมก็ได้พูดคุยกับ ท่านนันชานนท์ ศรีก่อเกื้อ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรอยู่ในเขตนี้ ก็เลยคุยกันว่าพอจะมีทางไหนบ้างที่จะสามารถแก้ไขเรื่องวัดได้ ท่าน สส.ก็เลยบอกว่าที่สภาผู้แทนราษฎรตอนนั้นมีคณะกรรมธิการการศาสนาศิลปวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานที่รับเรื่องต่างๆเกี่ยวกับความเดือดร้อน ในเรื่องทางด้านศาสนาศิลปะหรือวัฒนธรรม ถ้ายังไงทนายทำหนังสือไปยังประธานคณะกรรมธิการหน่วยงานนี้ จะเป็นการเหมาะสมดีกว่าเพราะว่าหน่วยงานนี้สามารถที่จะไปสืบสาวราวเรื่องหรือแก้ปัญหาให้กับทางวัดได้ ผมก็เลยทำหนังสือไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ฝากให้ สส.ไปยื่นต่อประธานกรรมธิการ ก็ทราบว่าเมื่อวันที่ 3 นี้ ท่าน สส.ก็ได้ยื่นหนังสือต่อประธานกรรมธิการศาสนาศิลปวัฒนธรรมท่าน สส.สุชาติ อุสาหะ เป็น สส.ของจังหวัดเพชรบุรี ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากท่านประธานกรรมธิการเพียงแต่ได้รับบอกเล่ามาจากท่าน สส.ว่ายื่นเรื่องให้เรียร้อยแล้วก็เป็นข่าวขึ้นมา ก็หลายคนก็อาจมาถามผมเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างนี้ครับ ทางด้านเจ้าอาวาสวัดวังใหญ่ กล่าวว่า ความเป็นมาของคดี เรื่องของคดีเกิดมาก่อน เกิดมาตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์แรก ถึงอาตมามาทีหลัง รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แต่ส่วนมากเอกสารทั้งหมดมอบให้กับทนายไปหมดแล้ว เรื่องตามที่จริงแล้วเป็นเรื่องของระหว่าง เจ้าของ นส.3 กับ บริษัท ทีนี้อาตมาก็ไม่เป็นทุกข์เท่าไร คือไม่ใช่ไม่เป็นทุกข์ ไม่กังวลเท่าไร แต่พอมาทีหลังมีความผลกระทบอยู่ อย่างเช่นว่าผลกระทบ ก็คือว่าวัด เลขทะเบียนวัดไม่มี เหมือนกับว่าเป็นบ้านก็ไม่มีบ้านเลขที่ เลขทะเบียนวัดไม่มีแล้วไปหาเจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่ามีปัญหาเรื่องที่ดินอะไรอย่างนี้แหละ ในเมื่อไม่มีเลขที่เราก็ไปติดต่อราชการมันก็ยาก อย่างเช่นว่าอาตมามาอยู่ที่นี่ แต่ชื่อต้องอยู่วัดอื่น เพราะว่ามันไม่มีเลขที่ เลขที่วัด คือไม่มีสำมะโนครัววัดนั้นแหละ แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง อาจมาไปสอบอุปัชฌาย์ รุ่นที่ 55 มา แล้วญาติโยมบางคนเขาบอกว่าอยากจะสร้างพระอุโบสถ เพราะสังฆกรรมทั้งหมดใช้อุโบสถในเมื่อเอกสารมันไม่ถูกต้อง ที่ดินมันไม่ถูกต้อง เราขออนุญาตวิสุงคามสีมา ก็ไม่ได้แล้วก็อย่าว่าจะสร้างโบสถมันมีปัญหาทั้งนั้นโยม คือโยมอย่างนี้ วัดบางทีไม่มีวิสุงคามสีมา บางทีเป็นวัดมีวิสุงคามสีมาของมาทีหลังสร้างวัดก่อน คือคดีมีมาก่อนแล้วแต่ว่าเมื่อเราจะดำเนินก่อสร้างอะไรก็มีปัญหาเพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน เพราะว่าโยมบางท่าน ที่เขาศรัทธาเขาก็กังวลอยู่เหมือนกัน ก็วัดบางทีโยมก็กังวลว่าวัดนั้นถูกขาย ยึด อายัดไปหรือไม่ แต่ปัจจุบันนี้ เราสอบถามก็ถูกอายัดอยู่เลยทำบางอย่างก็ลำบาก