"สฤษฏ์พงษ์"วอนประชาชนช่วยหาข้อเท็จจริงปมที่ดินวัดแก้ว 31 ไร่ทำถนน 15 สายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวว่า พื้นที่วัดแก้วโกรวารามพระอารามหลวงจังหวัดกระบี่ อยู่ที่ ตำบลปากน้ำ เขตเทศบาลเมืองกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ก่อนหน้านี้ทางเทศบาลเมืองกระบี่ได้ตัดทำถนน จำนวน 15 สาย อยากเรียนให้ทราบว่า ทางบริษัทศรีผ่อนจำกัด นายชวน ภูเก้าล้วน นายกีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ และนายนายเชาว์ มีขวด ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสาม ฟ้องตนที่ปฏิบัติหน้าที่มาสอบถามเรื่องวัดแก้วโกรวารามพระอารามหลวงจังหวัดกระบี่
ซึ่งตนเองได้ทำหน้าที่ ในฐานะคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร หมายเลขคดีอาญาที่ 1941 / 2565 ที่ศาลอาญารัชดา กรุงเทพมหานคร ซึ่งศาลได้พิพากษาตัดสินวันที่ 21 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ยกฟ้องด้วยการยกคำร้องการที่ฟ้องว่าไม่มีมูลด้วยเหตุผลว่า หนึ่งเป็นการกระทำตามหน้าที่อำนาจของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้กล่าวพาสพิงเอยชื่อของโจทก์ผู้เสียหายแต่ประการใด สรุปว่าศาลชั้นต้นได้ตัดสินยกฟ้อง
ทั้งนี้ นายสฤษกฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่าประชาชนสอบถามมีความสับสนมีการพูดต่อว่า ตนน่าจะขาดคุณสมบัติการลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ หรือ ส.ส. เพราะว่าคดีอยู่ในระหว่างศาลและอาจจะถูกจำคุกอะไรต่างๆนั้น ขอเรียนว่าในขณะนี้ตนมีคุณสมบัตรครบถ้วน ในการต่อสู้คดีอย่างนี้มีเรื่องคดีนี้คดีเดียว สำหรับเรื่องของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ป.ป.ช. ตนเป็นคนประสานงานให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าว ได้พบกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เพื่อให้เขายิงพิกัดว่าพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่เป็นของญาติพี่น้อง ที่ซื้อโดยนางเอี่ยน กิตติธรกุล ไม่ได้ติดชื่อตน เป็นการออกหลักฐานเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตนประสานงาน ส.ป.ก. จังหวัดกระบี่ เพื่อรายงานให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบด้วย พร้อมกับเจ้าของที่แท้จริง และด้วยเหตุผลไปช่วยเหลือเหมือนกับเป็นหุ้นส่วนไปปลูกปาล์มน้ำมันร่วมกับญาติพี่น้องที่เขามีความยากจน แต่มีคุณสมบัติที่มีสิทธิมีชื่อในเขตปฏิรูปที่ดินได้ ก็จำเป็นต้องไปรายงานบัญชีทรัพย์สินที่มาของรายได้ให้กับ ป.ป.ช. จังหวัดกระบี่ทราบ โดยคำแนะนำของสำนักงานดังกล่าวจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นเคสกรณีที่ตนเจตนาประสงค์ที่จะสร้างความบริสุทธิ์ที่มารายได้มาจากส่วนไหน และตนผู้เขียนผู้รายงาน ไม่ใช้ ป.ป.ช.ไปสืบค้นและมีการร้องเรียนแล้วไปสืบหาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไปแล้ว
ในส่วนของพี่น้องประชาชนเขตเทศบาลเมืองกระบี่มีความเป็นห่วงเรื่องวัดแก้วโกรวารามพระอารามหลวงจังหวัดกระบี่ ที่ถูกยกที่ดินวัดไปทำถนนจำนวน 15 สายให้เป็นทางหลวงท้องถิ่นความเป็นจริงเป็นอย่างไร ตนได้รับทราบจากการลงไปสอบถามข้อเท็จจริง ในฐานะคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ถนนดังกล่าวถูกยกให้เป็นถนนทางหลวงท้องถิ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ายกให้เมื่อปีไหร่ จะเป็นการยกให้ใช้ข้อบังคับและข้อกฎหมายที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นี้เป็นคำถามว่ายกให้ชอบด้วยข้อกฎหมายหรือไม่และอาศัยอำนาจอย่างไรยกให้ตั้งแต่ปีไหน ซึ่งคณะกรรมการวัดไปตรวจพื้นที่ถนนทั้งหมดคิดเป็นเนื้อที่ 31 ไร่เศษ จากการสอบถามพระครูรัตนากร หรือพระอาจารย์บุญเลิศ เจ้าอาวาสวัดแก้วโกรวารามพระอารามหลวงจังหวัดกระบี่ ปรากฏว่าที่ผ่านมาวัดไม่ได้เงินค่าตอบแทน ในภาษาทางกฎหมายกรณีอย่างนี้เรียกว่า มีการทำผาติกรรมคือเป็นค่าชดเชย แต่โดยหลักแล้วต้องเป็นการเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรี ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาถึงจะชอบ
นายสฤษกฏ์พงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาพึ่งทำผาติกรรมโดยให้เทศบาลเมืองกระบี่ ชำระเงินย้อนหลังที่ดิน 31 ไร่เศษ ถนน 15 สาย ในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยจ่ายค่าผาติกรรม ฉะนั้นจะต้องไปเริ่มต้นใหม่ว่าการดำเนินการโอนให้เป็นทางหลวงท้องถิ่น หรือขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงท้องถิ่น และให้เทศบาลเมืองกระบี่มีอำนาจในการเอางบประมาณมาพัฒนาได้นั้น เป็นการกระทำโดยชอบหรือไม่ ที่ผ่านมาใช้งบประมาณของใคร ใช้งบประมาณของเอกชนหรืองบประมาณเทศบาล อันนี้ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงเนื่องจากทำตามหน้าที่แล้วไม่ได้รายละเอียดอย่างนี้ แต่ในทางกลับกันกรณีนี้ที่ดินของวัดสักวันหนึ่งวัดเอาคืนหรือหมดสัญญา ตึกและอาคารหมดสภาพเมื่อเสื่อมสภาพต้องรื้อตึกทิ้ง ซึ่งได้พูดคุยกับเจ้าคณะจังหวัดกระบี่ พระราชสุทธิวิมล บอกว่าไม่เห็นด้วยถ้าตึกหมดสภาพแล้วรื้อตึกออกไปมันจะถูกบล็อกด้วยเส้นทางสาธารณะ 15 สายแบ่งออกเป็นแปลงๆอย่างนี้ วัดจะมาทำเจดีย์หรือกิจกรรมทางด้านศาสนาไม่สามารถทำเป็นแปลงรวมได้ ในอนาคตพระอารามหลวงที่อยู่ใจกลางเมืองกระบี่ ถูกยกถนนให้ไปอย่างนี้แล้วจะทำให้เนื้อที่ทั้งหมด 202 ไร่ของวัดจะเสียรูปลักษณะของที่ดินไป
อีกประการหนึ่งเรื่องการทำผาติกรรมโดยคิดอัตราค่าตอบแทนตารางวาละ 25,000 บาท จากการถามเจ้าอาวาสวัดแก้วโกรวารามว่าคิดมาอย่างไร ได้รับคำตอบว่าที่ดินใกล้วัดบางพื้นที่ราคาตารางว่าละ 55,000 บาท บางแปลง 80,000 บาท บางแปลง 15,000 บาท ท่านพอใจในราคา 25,000 บาท ซึ่งมันน่าจะมีมาตรฐานการคิดราคา 25,000 บาท มันจะต้องเป็นมาตรฐานของใครคิดเช่น สำนักพระพุทธศาสนา หรือคณะกรรมการที่ตั้งมาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ไม่แน่ใจว่าการที่คิดราคา 25,000 บาท เป็นการคิดโดยอำนาจของคณะกรรมการวัดได้หรือไม่ นี้ก็เป็นคำภามอีก เมื่อทางวัดและคณะกรรมคิดราคา 25,000 บาท นำไปคูณกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท ถ้าเป็นค่าผาติกรรมเทศบาลเมืองกระบี่จะต้องจ่ายให้วัด เมื่อไปสอบถามทางเทศบาลได้รับคำตอบว่าวันนี้ไม่มีเงินไม่สามารถที่จะจ่ายให้ได้
นายสฤษกฏ์พงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะจ่ายย้อนหลังซึ่งที่ดินถูกเช่ามาประมาณปี 2528 ถ้าคิดค่าผาติกรรมการชดเชยอย่างนี้ไม่แน่ใจว่ามาตรฐาน ของสำนักพระพุทธศาสนา หรือระเบียบเรื่องการทำผาติกรรมจะปกป้องที่ดินวัดมันควรจะทำอย่างไรที่เหมาะสม วันนี้เนื้อที่ 31 ไร่เศษถ้าคิดราคาทั่วไปข้างนอกาประมาณ 50,000 กว่าบาท รวมเป็นเงิน 600 กว่าล้าน วัดจะได้เงินค่าตอบแทนรวมเกือบ 1,000 ล้านบาท เกิดว่าเทศบาลไม่มีเงินจ่ายวัดไม่ได้เมื่อไม่ได้ต้องหาผู้รับผิดชอบการดำเนินการมาตั้งแต่ต้น ปล่อยปละละเลยมาอย่างนี้ใครต้องรับผิดชอบบ้าง อายุความเรื่องวัดไม่น่าจะมีอายุความเพราะเป็นที่ธรณีสงฆ์ ต้องว่าไปตามระเบียบของสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติของวัดที่ธรณีสงฆ์ ตนหมดหน้าที่ในขณะนี้ ป.ป.ช. ต้องมาดำเนินการต่อ ในเรื่องนี้
นายสฤษกฏ์พงษ์ กล่าวในตอนทายว่า ขณะเดียวกันความเจริญมันก็มีจริง แต่ต้องดูความเหมาะสมด้วยว่าภาคประชาชนหรือเราไปหาผลประโยชน์ในที่ดินของวัดนั้นแค่ไหน เพียงใดที่จะเหมาะสม และมีความรู้สึกเป็นธรรมกับด้านศาสนา ฝากขอบคุณเพื่อนๆพี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจ เหมือนจะถูกกลั่นแกล้งถูกเล่นงานหนักในช่วงนี้ พร้อมสู้ทุกเรื่องถือว่าเป็นผู้บริสุท ไม่เคยทำผิดกฎหมายใดๆ ไม่เคยบุกรุกป่า ไม่เคยบุกรุกที่ดิน ไม่เคยบุกรุกที่อุทยานแห่งชาติ ไม่เปิดบ่อนการพนัน ขอให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจตนและขอบคุณจากใจที่ได้เป็นห่วง ตนจะต่อสู้เต็มที่และทำงานให้คนกระบี่ต่อไป