ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เห็นด้วย ครม.มีมติออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ
ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เห็นด้วย ครม.มีมติออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ซบเซาจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 เชื่อกระตุ้นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจได้ตรงจุด
วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ตามที่ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว “ไทยเที่ยวไทย 3 แพ็คเกจ” ประกอบด้วย “เที่ยวปันสุข - เราไปเที่ยวกัน - กำลังใจ” วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ช่วง 4 เดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - ตุลาคม 2563 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19
นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน กล่าวถึงมติ ครม.ดังกล่าวว่า ถ้าดูเจตนาของรัฐบาลแล้วตนเองมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะไปตรงถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งโรงแรม ห้องพัก ร้านอาหาร การเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน โดยที่จับกลุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ที่สนับสนุนด้านโควิด และกลุ่มประชาชนทั่วไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพียงแต่ว่าอยากให้ผู้ประกอบการช่วยเหลือตัวเอง ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก็ต้องช่วยกันกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ด้วยการจัดแพ็คเก็จที่สร้างแรงจูงใจ และถ้าเราสามารถทำให้การท่องเที่ยวกระจายไปยังชุมชนไปยังวิถีชาวบ้านด้วย จะยิ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ทุกภาคส่วน
นายสลิล กล่าวอีกว่า โดยทุกวันนี้การที่เราจะหวังนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและละเอียดอ่อนมาก แต่ในประเทศไทยเอง ซึ่งเราได้พิสูจน์แล้วว่าประมาณ 50 วันแล้วเราไม่มีการติดเชื้อในประเทศ ที่จะมีก็มาจากพื้นที่ที่ถูกกักกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าประเทศไทยเราสามารถดูแลได้ในระดับที่ดีมาก ดังนั้น ถ้าเราท่องเที่ยวกันภายในประเทศเอง ก็จะเสริมเรื่องการท่องเที่ยว และช่วยให้การชับเคลื่อนทางเศรษฐกิจดีขึ้น ในส่วนของจังหวัดตรังและฝั่งอันดามัน ซึ่งเข้าเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนั้น ในสมัยก่อน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ช่วงไฮซีซั่น จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งราคาสูงมาก แต่ช่วงโลซีซั่น ซึ่งเราเรียกว่าคลีนซีซั่น คือ ช่วงฤดูที่มีฝนตก และชุ่มชื้น ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งโดยพฤติกรรมคนไทยไม่ชอบเล่นอาบแดด เหมือนกับชาวต่างชาติ ดังนั้น การมาเที่ยวช่วงนี้จึงเป็นเรื่องที่ดี เพราะเท่ากับเราค่อยๆฟื้นการท่องเที่ยว เพราะถ้าเราไปเปิดการท่องเที่ยวในช่วงที่บูมแล้ว และนักท่องเที่ยวมากันเป็นจำนวนมาก
"ในวันนี้ผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่พร้อม เพราะในช่วงที่หยุดยาวหลายวันในช่วงที่ผ่านมา พนักงานบางคนอาจจะลาออกไปทำอาชีพอื่นแล้ว โดยผู้ประกอบการไม่สามารถประคับประคองให้พนักงานทุกคนอยู่ด้วยกันได้ ก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการจะได้ปรับตัวธุรกิจให้มีความพร้อมมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงคลีนซีซั่นตั้งแต่เดือนมิถุนายน - ตุลาคม อยากเชิญชวนคนไทยมาเที่ยวทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เพราะทะเลเราสวยตลอด ส่วนที่เบื่อทะเลในจังหวัดภาคใต้ก็มีภูเขา น้ำตก วัฒนธรรมที่สวยงาม ที่สำคัญคือ มีอาหารการกิน ของฝาก ของขึ้นชื่อมากมาย โดยเฉพาะจังหวัดตรังได้ชื่อว่า ยุทธจักรความอร่อยอยู่ที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน"นายสลิล กล่าว
นายสลิล กล่าวอีกว่า การกระตุ้นการท่องเที่ยวรอบนี้ของรัฐบาลจะทำให้เกิดการใช้จ่ายต่อหัวไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ซึ่งหากมีนักท่องเที่ยวสัก 1 แสนคน เงินก็จะสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ที่สำคัญเม็ดเงินไม่ได้กระจุกแต่จะกระจายและหมุนเวียนในระบบได้จำนวนมาก จะทำให้ธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมขยับตัวและดีขึ้น สำหรับจังหวัดตรังขณะนี้ทางจังหวัดโดยหอการค้าและภาคการท่องเที่ยวเตรียมจัดงานใหญ่ในเดือนกรกฎาคมนี้ คือ งานยุทธจักรความอร่อย ขณะเดียวกันก็มีการเสริมเรื่องการสื่อสารกาขาย และการขายท่องเที่ยวออนไลน์มากขึ้น ถือว่าเป็นการปรับตัวที่ทันกับยุคสมัย จะทำให้คนเข้าถึงข้อมูลและแหล่งท่องเที่ยวได้มากขึ้น
นายสลิล กล่าวเสนอแนะไปถึงภาครัฐ และรัฐบาลว่า อยากให้มีการกระตุ้นจัดให้มีการประชุมสัมมนาข้ามภาค หรือข้ามจังหวัดให้มากขึ้น เช่น ภาคเหนือมาจัดสัมมนาในภาคใต้ ภาคใต้ไปเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น เพื่อแลกกัน ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทั่วประเทศและทุกส่วน โดยอยากให้มีการจัดประชุมสัมมนาแบบนี้ต่อเนื่องไปถึงปลายปี ก่อนที่นักท่องเที่ยวชุดใหญ่จากต่างประเทศ หรือถ้าไทยมีโอกาสเปิดประเทศได้ ก็จะได้รองรับนักท่องเที่ยวชุดนั้นต่อ แต่ในส่วนของธุรกิจภาคการส่งออก เท่าที่ทราบขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งธุรกิจไม้ยางพารา อาหารทะเล สำเร็จรูป หรืออาหารแช่แข็งก็ถือว่าเป็นจุดแข็ง ขณะนี้ตลาดไปได้ด้วยดี ส่วนที่เป็นดาวรุ่งของภาคใต้ในขณะนี้คือ เรื่องถุงมือยาง เท่าที่พูดคุยกับผู้ประกอบการทราบว่า ขณะนี้ออร์เดอมีไปจนถึงกลางปีหน้า ผลิตไม่ทัน แต่อย่างไรก็ตาม การจะสร้างโรงงานใหม่ต้องใช้เวลา ถ้ารัฐบาลจะสนับสนุนส่วนนี้ ก็คงต้องดูแลในเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ เพื่อที่จะสนองความต้องการของตรงนี้ให้มากขึ้น เพราะดูจากทิศทางแล้วในอนาคตความต้องการของการใช้ถุงมือยางมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าโควิด 19 ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของโรคระบาด อาจจะมีมากขึ้น พอถึงวันนั้นเป็นไปได้ทุกคนต้องใส่ถุงมือ ทั้งนี้ สังเกตได้ว่าในวันนี้เราจำเป็นต้องสวมหน้ากาก ปรากฏว่าหน้ากากอนามัยเราผลิตไม่พอ แล้วหากวันหนึ่งทุกคนต้องใส่ถุงมือ รัฐบาลก็ต้องคิดว่าถุงมือที่ผลิตในประเทศเรามีเพียงพอหรือไม่ เราต้องมีแผนการรองรับตรงนี้ไว้