แม่-ลูกนศ.เภสัชกรรมเข่าทรุดหลังรับหมายฟ้องบริษัทอาหารเสริมเรียก 50 ล้าน

ภูมิภาค10 มิ.ย. 2566 • 16:57 น.โดย วันชัย ผิวอร่าม
 แม่-ลูกนศ.เภสัชกรรมเข่าทรุดหลังรับหมายฟ้องบริษัทอาหารเสริมเรียก 50 ล้าน

แม่-ลูกนักศึกษาคณะเภสัช มหาวิทยาลัยชื่อดังในขอนแก่น เข่าทรุดหลังได้รับหมายศาลจากบริษัทอาหารเสริมผิวขาว ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท แม่เผยไม่มีปัญหาหาทนายไปสู้ เพราะต้องส่งลูกเรียน ยืนยันเป็นเพียงเรียกร้องสิทธิ์ให้ลูกที่ตรวจเจอเมทแอมเฟตามีน วอนผู้รู้กฎหมายมาชี้แนะ ห่วงสภาพจิตใจลูก

วันที่ 10 มิ.ย.66 กรณีนางสาว นันท์นภัส อายุ 45 ปี ม.6 อ. ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ร้องผ่านสื่ออยากให้เป็นตัวกลางไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมผิวขาว ยี่ห้อดัง หลังจากนางสาวอามานา  อายุ 19 ปี ลูกสาวของตัวเองทานเข้าไป 1 เม็ดก่อนจะเดินทางไปตรวจร่างกายเพื่อเอาผลไปแนบประกอบในการมอบตัวเรียนคณะเภสัช มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ปรากฏว่าแพทย์พบสาร”เมทแอมเฟตามีน”ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันในยาบ้าอยู่ในปัสสาวะ ทำให้แพทย์ไม่กล้าออกใบรับรองแพทย์ให้ได้

ต่อมาโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ ได้มีการตรวจซ้ำ ปรากฏว่าไม่พบสารใดๆในร่างกาย และเมื่อเจ้าหน้าที่เอาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปตรวจไม่พบสารใดๆเช่นเดียวกัน ยังไม่มีใครมายืนยันได้ว่าผลตรวจที่พบในตัวน้องเกิดความผิดพลาดจากจุดใด เพราะได้มีการตรวจร่างกายและตรวจเลือดอย่างละเอียดแล้ว

ล่าสุดวันที่ 10 มิ.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ได้มี จนท.เอาหมายศาลของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุบริษัท ธันย์รดา 59 จำกัน โดยนางสาวอภิรมณ สุขสีทา กรรมการผู้มีอำนาจ ฟ้องนางสาวอามานา มุภาษา (นศ.เภสัช) เป็นจำเลยที่ 1 และนางสาวันท์นภัส ไชยทะเศรษฐ(แม่เด็ก)เป็นจำเลยที่ 2 กล่าวหา”ละเมิดเรียกค่าสินไหมทดแทน”เรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท ศาลนัดสืบพยานในวันที่ 31 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ นางสาว นันท์นภัส  แม่ นศ.เภสัชกร กล่าวว่า รู้สึกตกใจมากที่ได้รับหมายศาล โดยเฉพาะการเรียกค่าเสียหายถึง 50 ล้านบาท ครอบครัวคงไม่มีปัญญาหามาให้ได้ เพราะจริงแล้วครอบครัวต้องการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิสูจน์ความจริง ที่ลูกสาวตรวจปัสสาวะแล้วพบสาร”เมทแอมเฟตามีน”เท่านั้นเพราะลูกสาวเป็นเด็กเรียนไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดใดๆ อยู่กับครอบครัวตลอดเวลา แม้ไปทำงานพิเศษ ยังต้องไปทำงานที่ร้านอาหารเดียวกันที่แม่ทำงานอยู่

ส่วนอาหารเสริมผิวขาว ตนกับลูกสาวไม่เคยเอ่ยชื่อหรือบริษัทที่จำหน่ายแต่อย่างใด ที่ต้องบอกไปเพราะหมอจากโรงพยาบาลเป็นคนซักว่าได้”กินอะไรเข้าไป”นำมาสู่การเอาตัวอย่างไปให้หมอดู เพราะลูกสาวกินยาเพียงตัวเดียวเท่านั้น

นางสาว นันท์นภัส กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ครอบครัวรู้สึกเป็นทุกข์ เพราะไม่มีปัญญาจะไปต่อสู้กับบริษัทได้ไม่มีแม้เงินจะจ้างทนายความ ทั้งยังต้องหาเงินส่งลูกสาวเรียนอีกด้วย ตอนนี้เป็นห่วงแต่ความรู้สึกของลูกสาวที่กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เกรงว่าจะกระทบต่อการเรียนเนื่องจากกลายเป็นจำเลยที่ 1 ไปแล้ว