แม่ลูกร้องขับ จยย.ชนแผงกั้นหลุมยุบกลางถนน​ นิ้วหักเสียโฉม​ ขอค่าเยียวยาเทศบาล 2 หมื่นบาท​ กลับบอกให้ฟ้องเอา

ภูมิภาค12 พ.ค. 2565 • 17:15 น.
แม่ลูกร้องขับ จยย.ชนแผงกั้นหลุมยุบกลางถนน​ นิ้วหักเสียโฉม​ ขอค่าเยียวยาเทศบาล 2 หมื่นบาท​ กลับบอกให้ฟ้องเอา
แม่ลูกร้องขับ จยย.ชนแผงกั้นหลุมยุบกลางถนน​ นิ้วหักเสียโฉม​ ขอค่าเยียวยาเทศบาล 2 หมื่นบาท​ กลับบอกให้ฟ้องเอา แม่-ลูก ชาว อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ ร้องขอความเป็นธรรม หลังลูกชายซึ่งมีอาชีพตัดผมและเป็นนักร้องลูกทุ่งอินดี้ ขับ จยย.ชนแผงกั้นหลุมยุบกลางถนนรถพังกระดูกนิ้วมือหัก หน้าเสียโฉม​ รักษานาน 2 เดือน ไม่ได้ทำงานขาดรายได้แถมต้องจ่ายค่ารักษาซ่อมรถเอง ไปเรียกร้องเงินเยียวยาจากเทศบาล 2 หมื่นบาท​ ฐานไม่ตั้งกรวยหรือสัญญาณไฟเตือน แต่อ้างมติสภาจ่ายได้แค่หมื่นเดียวถ้าอยากได้มากกว่านั้นต้องฟ้องเอา นายกฯ แจงเป็นเหตุสุดวิสัยและการจ่ายเยียวยาต้องอาศัยมติสภา ไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้ (12 พ.ค.65) นางวงศ์ บาลาซ อายุ 55 ปี พร้อมนายศราวุธ ไชยรินทร์ อายุ 28 ปี ลูกชายซึ่งปัจจุบันเปิดร้านตัดผม และเป็นนักร้องลูกทุ่งอินดี้ฉายา “แน็ค ศราวุธ” เจ้าของเพลง “ฮักล้มละลาย” ที่กำลังโด่งดังในโซเชียล ได้นำหลักฐานรูปถ่าย และคลิปวีดีโอ ในสภาพที่ได้รับบาดเจ็บมีแผลบริเวณใบหน้า ตามร่างกาย และกระดูกนิ้วมือหัก ออกมาร้องขอความเป็นธรรม หลังจากที่นายศราวุธ หรือแน็ค ลูกชาย ประสบอุบัติเหตุด้วยการขับรถจักรยานยนต์ พุ่งชนแผงกั้นจราจรที่ทางเทศบาลตำบลแคนดง นำไปตั้งปิดกั้นหลุมยุบบริเวณถนนในหมู่บ้านหนองแสง ต.แคนดง เพื่อไม่ให้รถที่สัญจรไปมาตกหลุม แต่ไม่ได้มีการตั้งกรวยยาง หรือติดไฟสัญญาณให้ผู้สัญจรมองเห็นชัดเจน ทำให้นายศราวุธ ที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านกลางดึก​ ช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 4 มี.ค.2565 ที่ผ่านมา มองไม่เห็นพุ่งชนแผงกั้นจนรถล้มและบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่ง รพ.แคนดง ซึ่งหมอพยาบาลก็ได้เย็บแผล ใส่เฝือกอ่อน และให้ยากลับไปรักษาต่อที่บ้านเนื่องจากเป็นช่วงโควิดระบาด ซึ่งแพทย์ได้ลงความเห็นว่า “กระดูกนิ้วนางมือข้างซ้ายหัก แผลฉีกขาดบริเวณใบหน้าและแขนขวา” ก็รักษาตัวที่บ้านสลับกับไปตรวจที่ รพ.ตามนัด​ รวมระยะเวลาประมาณ 2 เดือน กว่าจะเริ่มดีขึ้นและสามารถกลับไปเปิดร้านตัดผมได้ โดยนางวงศ์ ผู้เป็นแม่ บอกว่า หลังเกิดเหตุตนก็ได้เดินทางไปที่ สภ.แคนดง เพื่อจะแจ้งความร้องทุกข์ เพราะเชื่อว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของทางเทศบาลที่ไม่ได้ตั้งกรวย หรือสัญญาณไฟเตือนให้ผู้สัญจรมองเห็นชัดเจน แต่ทาง ตร.แนะนำว่าให้พูดคุยไกล่เกลี่ยกับทางเทศบาลก่อนเผื่อจะมีทางออกที่ดีร่วมกัน ตนก็ทำตามคะแนะนำโดยได้มีการนัดคุยกันที่ สภ.แคนดง 2 ครั้ง โดยมีปลัดเทศบาล และรองนายกฯ เป็นตัวแทนมาพูดคุย ตอนแรกตนก็เรียกเงินเยียวยาทั้งค่ารักษาพยาบาล ซ่อมรถ และค่าเสียโอกาสที่ลูกชายต้องขาดรายได้ถึง 2 เดือน รวม 25,000 บาท ซึ่งทางปลัดที่เป็นตัวแทนก็ต่อรองเหลือ 20,000 บาท ด้วยความที่ไม่อยากยุ่งยากยืดเยื้อจึงตกลง แต่พอถึงกำหนดวันที่จะจ่ายกลับอ้างว่าต้องนำเรื่องเข้าหารือสภาก่อน จากนั้นก็มีการพูดคุยกันที่บ้านอีก 1 ครั้ง และที่เทศบาลอีก 2 ครั้ง รวมเป็น 5 ครั้ง สุดท้ายทางเทศบาลก็ยืนยันว่าจะจ่ายให้แค่ 10,000 บาท เพราะเป็นมติสภา และนายกฯ ก็บอกว่าหากอยากได้ 20,000 บาทตามที่เรียกร้อง หรืออยากได้มากกว่านั้น ก็ต้องไปฟ้องร้องเอาเองแล้วทางเทศบาลก็จะยอมจ่ายให้ตามคำสั่งศาล ทำให้ตนเองในฐานะคนเป็นแม่รู้สึกเจ็บใจมากหากเทียบกับสภาพลูกชายที่ได้รับบาดเจ็บต้องรักษานานถึง 2 เดือน จึงได้นำเรื่องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม และยืนยันว่าจะเดินหน้าฟ้องร้องเรียกความยุติธรรมถึงที่สุด ด้านนายศราวุธ หรือแน็ค บอกว่า วันเกิดเหตุตนขับรถ จยย.กลับจากบ้านเพื่อนซึ่งเป็นช่วงกลางดึก ทำให้มองไม่เห็นแผงกั้นจึงพุ่งชนเต็มแรงจนรถล้มบาดเจ็บต้องรักษาตัวนานถึง 2 เดือน ไม่สามารถไปตัดผมได้ทำให้สูญเสียรายได้เฉลี่ยวันละกว่า 1,000 บาท อีกทั้งใบหน้าที่เสียโฉมก็ทำให้ต้องชะลอการทำเพลงตามความฝันด้วย ตนมองว่าเงินเยียวยาที่เรียกร้องไป 20,000 บาทไม่ได้มากเกินกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมองว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเทศบาล ที่นำแผงกั้นมาตั้งแต่ไม่ติดสัญญาณไฟเตือน แต่เงินจำนวนดังกล่าวก็ยังสามารถช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล และค่าซ่อมรถได้ แต่กลับไม่ยอมจ่าย ทั้งนี้ตั้งแต่เกิดเหตุเทศบาลก็ไม่เคยมาเยี่ยมหรือถามไถ่อะไรเลย ก็รู้สึกเสียใจมาก ด้านนายพิจิตร ศักดิ์ศรีท้าว นายกเทศมนตรีตำบลแคนดง ก็ชี้แจงว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่เทศบาล แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัยที่มีรถบรรทุกวิ่งแล้วทำให้ถนนยุบตัว หลังจากมีพลเมืองแจ้งมาให้ทราบช่วงบ่ายวันเดียวกับที่เกิดเหตุ ทางเทศบาลก็ได้นำแผงกั้นไปตั้งไว้ให้ผู้สัญจรได้มองเห็นเพื่อความปลอดภัย ซึ่งตลอดทั้งวันก็ไม่มีใครเกิดอุบัติเหตุอะไร กระทั่งกลางดึกผู้ร้องได้ขับ จยย.พุ่งชนบาดเจ็บ แล้วแม่ผู้ประสบเหตุก็มาเรียกร้องค่าเยียวยาจากเทศบาล ซึ่งที่ทางปลัดเป็นตัวแทนไปพูดคุยกับผู้ร้องที่เรียกค่าเยียวยา 2 หมื่นบาท ก็เป็นการรับหลักฐานมานำเสนอตนเองในฐานะผู้บริหาร จากนั้นก็ได้นำเรื่องเข้าหารือกับสภาฯ เพื่อขอความเห็นชอบตามหลักการบริหารงานท้องถิ่น ซึ่งสภาก็มีมติเห็นชอบให้จ่ายเยียวยาให้กับผู้ประสบเหตุ 10,000 บาท แต่ผู้ร้องกลับไม่พอใจ ส่วนที่ตนบอกว่าหากอยากได้ 2 หมื่นบาท หรือมากกว่านั้นก็ต้องไปฟ้องร้องแล้วเทศบาลถึงจะสามารถจ่ายตามคำสั่งศาลได้นั้น ไม่ได้เป็นการถ้าทายให้ฟ้อง แต่เป็นการพูดตามระเบียบหลักการเท่านั้น เพราะการที่จะจ่ายเงินกรณีอะไรก็แล้วแต่จะต้องมีหลักฐาน หรือหากมีคำสั่งศาลก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ยืนยันว่าเทศบาลไม่ได้เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด