ตร.-จนท.สหวิชาชีพ เร่งคัดแยก 30 แรงงานเมียนมา รถคว่ำตาย 4 ใช้ช่องว่างกฎหมายเลี่ยงคดีค้ามนุษย์
กรณีเกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะติดลูกกรงที่กระบะท้ายคลุมด้วยเต้นท์สีฟ้าขนแรงงานชาวเมียนมาร์จำนวน 33 คน ประสบอุบัติเหตุชนต้นไม้ที่ถนนเอเชีย 41 หมู่ 3 ต.นาหมอบุญ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 17 ส.ค.65 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุถึง 3 ศพ บาดเจ็บสาหัส 5 ราย ที่เหลือพยายามวิ่งหลบหนีเข้าป่า ก่อนเจ้าหน้าที่ติดตามตัวมาได้ทั้งหมด ต่อมาได้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย รวมเสียชีวิต 4 ราย ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยถูกคุมตัวที่ สภ.จุฬาภรณ์นครศรีธรรมราช เพื่อเข้าสู่กระบวนการคสอบสวนคัดแยกคดี
เมื่อ 19 สิงหาคม 2565 ความคืบหน้าล่าสุด ที่ สภ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช พลตำรวจตรี วันชัย เอกพรพิชญ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เข้าติดตามเร่งรัดคดี หลังจากที่ พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประพัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งให้เร่งสอบสวนอย่างละเอียด โดยพบว่าได้มีการจับกุมคนไทย 1 ใน 3 คนขับรถที่ได้รับบาดเจ็บ ทำให้หนีไม่ได้คือนายนิวัฒน์ อายุ 39 ปี ซึ่งอยู่ในอาการครองสติไม่ได้ตั้งแต่ขณะเกิดเหตุโดยพบว่ามีลักษณะมึนเมาสารเสพติด โดยเจ้าหน้าที่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด และเร่งสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการขนย้ายแรงงานข้ามชาติที่พบบ่อยครั้งในจังหวัดภาคใต้
ขณะดียวกันเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ ได้เข้าร่วมทำการสอบสวนแรงงานพม่าที่ถูกคุมตัวอยูที่ สภ.จุฬาภรณ์จำนวน 22 คนเพื่อทำการคัดแยกกลุ่มแรงงานว่าเข้าข่ายเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หรือไม่ แต่เบื้องต้นนั้นพบว่ามีการให้การไปในทำนองเดียวกันคือ ได้สมัครใจที่จะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียโดยชำระค่าเดินทาง ค่านำพาไปยังประเทศมาเซียเป็นเงินไทยคนละ 4-5 หมื่นบาท เพื่อไปทำง่านที่ปลายทางจากการชักชวนของคนในหมู่บ้านเดียวกันที่ไปทำงานล่วงหน้าแล้ว โดยที่ไม่ได้มีการบีบบังคับใดๆ
ส่วนการเดินทางนั้นผู้นำพาจะจัดการให้ทั้งที่พัก อาหารการกิน ก่อนจะถึงชายแดนไทย-มาเลเซีย และในครั้งนี้ได้เดินทางเข้าประเทศไทยโดยผ่านทาง จ.ชุมพร มีนายหน้าชาวเมียนมาร์มาส่งยังช่องทางธรรมชาติแล้วมีคนไทยไปรับด้วยรถยนต์กระบะติดลูกกรงที่กระบะท้ายและอัดกันอย่างหนาแน่นเกือบหายใจไม่ออก บางคนต้องเจาะรูเพื่อสูดอากาศหายใจและได้เห็นคนขับในจำนวน 3 คน เสพยาจนเมา ก่อนจะประสบอุบัติเหตุรุนแรง
อย่างไรก็ตามมีข้อมูลว่าการให้การในทำนองนี้ของชาวเมียนมาร์ทำให้ลักษณะและพฤติการณ์แห่งคดีไม่เข้าข่ายลักษณะของการค้ามนุษย์ คดีเป็นไปในทำนองการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเท่านั้น ชาวเมียนมาร์จะถูกดำเนินคดีและถูกผลักดันกลับประเทศ ส่วนคนไทยที่นำพานั้นอยู่ในลักษณะของการนำพา ให้ที่พักพิงแรงงานต่างเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ส่วนรถยนต์ที่ใช้นั้นพบว่าเป็นรถเช่าที่เช่ามาจากแหล่งรถเช่าแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในระหว่างการขยายผลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ แม้ว่าขบวนการนำพาจะมีเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศคือไทย มาเลเซีย เมียนมาร์ และพบข้อมูลว่าลักษณะของการแสวงหาผลประโยชน์เปลี่ยนรูปไปจากขบวนการค้ามนุษย์แบบเก่า ไปเป็นขบวนการนำพาจากความต้องการแรงงานสู่ประเทศที่ 3 เพื่อหลีกเลี่ยงองค์ประกอบของความผิดฐานค้ามนุษย์นั่นเอง