"อานนท์" พร้อมนำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาให้มหาวิทยาลัยของรัฐ เพื่อนำไปวิจัยทางการแพทย์ ย้ำเกษตรกรปลูกกัญชาแบบที่แจ้งได้ผลผลิตและตัวมากกว่าปลูกแบบในโดม

ภูมิภาค17 ก.ค. 2562 • 01:08 น.
"อานนท์" พร้อมนำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาให้มหาวิทยาลัยของรัฐ เพื่อนำไปวิจัยทางการแพทย์ ย้ำเกษตรกรปลูกกัญชาแบบที่แจ้งได้ผลผลิตและตัวมากกว่าปลูกแบบในโดม
วันนี้ (16 กรกฏาคม 2562) ณ เลดี้มัชรูมฟาร์ม หมู่ที่ 6 ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา สมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาร่วมกับฟาร์มสุขใจจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ“กัญชาทองคำเขียว” และการแต่งตั้งประธานจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หวังรองรับกฎหมายลูก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา 2562 ระหว่างวันที่ 15-16 กรกฏาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่สอง ผศ.ดร.อานนท์ แสนน่าน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย กล่าวว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “กัญชาทองคำเขียว” และการแต่งตั้งประธานจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในครั้งนี้เพื่อเตรียมการรองรับกฎหมายลูก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา 2562 เพราะถ้าระเบียบแบบเดิมยังไม่เกี่ยวกับกฎหมายลูกที่กำลังจะออกมา ทาง "กลุ่มวิสาหกิจชุมชน" ประสานงานกับทางหน่วยงานของรัฐ หรือ มหาวิทยาลัยของรัฐ เพื่อทำการวิจัยและปลูกกัญชา โดยหน้าที่การปลูกนั้นคือ เกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “เราจึงได้รวบรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และ ภาคใต้ เอาไว้ในการเตรียมการปลูกเอาไว้แล้วภาคละ 500 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมเป็น 2,000 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน แล้วให้ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแต่ละกลุ่มได้คัดเลือกกันเองภายในจังหวัดนั้น ๆ เสนอชื่อแต่งตั้งเป็นตัวแทนในนาม” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวและกล่าวอีกว่า “ประธานปลูกกัญชาจังหวัด ต่าง ๆ ของภาคอีสาน ทั้ง 20 จังหวัด ตอนนี้เกษตรกรโดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หลายคนเคย ปลูกกัญชา ทั้งแบบในโดมและนอกโดมทุกคนก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลูกกลางแจ้งนอกโดมจะมีดอกและสารทางยามากกว่าปลูกในโดม เพราะได้สัมผัสอากาศ ดิน ลม น้ำ แบบธรรมชาติ ถ้ากฎหมายลูกของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา 2562 ออกมาให้เกษตรกรปลูกกัญชาแบบพืชผักสวนครัว หรือต้นไม้ทั่วไปซึ่งจะเป็นการดี เพราะเป็นการลดต้นทุนของการดำเนินการปลูกและเกษตรกรเองก็ชำนาญการเป็นอย่างมากอยู่แล้วในการปลูกกัญชาแบบธรรมชาติ ถ้ากฎหมายลูกออกมาแบบนั้น ก็จะทำให้ กัญชา กลายสภาพมาเป็น ทองคำเขียว เป็นพืชเศรษฐกิจของเกษตรกรไทยเป็นอย่างดี” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวต่อว่า มีข้อมูลว่า พื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถปลูกกัญชาได้ประมาณ 6 – 14 ต้น ดังนั้น ถ้าปลูกกัญชา 1 ไร่ ก็จะสามารถปลูกได้ตั้งแต่ 6,400 ต้น ขึ้นไป ลองคำนวณดูว่า ถ้าพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกัญชาได้ 6,400 ต้น เราจะได้ผลผลิตรวมแล้ว 3,200 กิโลกรัม ถ้านำไปขายในตลาดมืด กิโลกรัมละ 10,000 บาท ก็จะเท่ากับว่า เราจะสามารถสร้างรายได้ได้มากถึง 32 ล้านบาท เลยทีเดียว นอกจากนี้แล้ว กัญชายังสามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันกัญชา ซึ่งตอนนี้ที่อเมริกา ถ้าเป็นน้ำมันที่สกัดจากกัญชาซึ่งปลูกในระบบปิด มีราคากิโลกรัมละ 1 แสนกว่าบาท และถ้าเป็นน้ำมันที่สกัดจากกัญชาซึ่งปลูกในระบบเปิด จะมีราคาประมาณ 5-7 หมื่นบาทต่อกิโลกรัม เป็นตัวเลขที่สวยมาก ๆ ในส่วนของประเทศไทยด้วยสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเติบโตของกัญชาเป็นอย่างมาก ไม่ต้องมีเงินทุนมากก็ปลูกได้ ไม่ต้องอาศัยโรงเรือนแบบปิด เพราะสามารถปลูกกลางแจ้ง อาศัยแสงปกติ ก็ขึ้นได้ทั้งปี โดยพบว่า ต้นกัญชาไทยเพียงต้นเดียว ซึ่งมีขนาดใหญ่และสูง สามารถออกดอกได้มากถึง 1 กิโลกรัม และสามารถนำมาเป็นกัญชาอัดแท่งขายในตลาดมืดได้ราคาสูงถึง 10,000 บาท ซึ่งถ้ากัญชาถูกกฎหมาย ก็จะสามารถนำไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกา สร้างกำไรได้มากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว จึงขอวิงวอนภาครัฐที่รับผิดชอบให้โอกาสประชาชน ให้โอกาสเกษตรกรได้ “ปลูกกัญชาเพื่อเศรษฐกิจ เกษตรกรไทย” ด้วยเถอะครับเพราะจะทำให้ประชาชนได้มีรายได้สูง หายจากความยากจน.