สภา อบต.หนองพันทา จ.บึงกาฬร้องสื่อนายกฯ มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ภูมิภาค24 ส.ค. 2563 • 06:35 น.
สภา อบต.หนองพันทา จ.บึงกาฬร้องสื่อนายกฯ มีผลประโยชน์ทับซ้อน
เมื่อเวลา 09.00 น วันที่ 24 ส.ค.63 นายสมยศ บริบูรณ์ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพันทา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ พร้อมด้วยสมาชิกกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ได้ทำหนังสือยื่นร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชนจังหวัดบึงกาฬ กรณีนายธงชัย จิตนาม นายก อบต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีผลประโยชน์ทับซ้อนในตำแหน่งหน้าที่ ประธาน สภา อบต.หนองพันทา ได้เล่าว่าเมื่อประมาณ วันที่ 28 พ.ค.63 ได้มีการประชุมสมัยวิสามัญที่ 3 โดยสมาชิกสภาฯ ได้ยื่นกระทู้ด่วนสอบถามการบริหารงานของ นายธงชัย จิตนาม นายก อบต.ในเรื่องที่สงสัยดังต่อไปนี้ คือ 1. การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุฤดูร้อนมีความล่าช้าทำให้ผู้ประสบภัยได้รับความเดือดร้อน 2. การปล่อยปละละเลยหน้าที่ราชการจนทำให้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัยท้องถิ่นไทยผ่านการเล่น ประจำปี 2563 ถูกกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเรียกงบประมาณคืน และ 3. การปล่อยให้มีการปลอมแปลงเอกสารทางราชการในการจัดซื้ออาหารเสริมหรือนมโรงเรียนภาคเรียนที่ 1/2563 จนทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพันทาได้รับความเสียหายนั้น ซึ่งการตอบกระทู้ถามของสมาชิก นายธงชัย จิตนาม นายก อบต.ครั้งนั้นเป็นการตอบที่ไม่ชัดเจนคลุมเครือและไม่ตรงประเด็น ดังนั้นทางสมาชิกสภา จึงได้ทำหนังสือถึง นายคารม คำพิทูรย์ นายอำเภอโซ่พิสัย ขอให้สอบสวนและวินิจฉัยการปฏิบัติราชการ ของนายธงชัย จิตงาม เพื่อให้ความเป็นธรรม และเคลียร์ปัญหาคาใจของมวลสมาชิกที่ยังมีความสงสัยเคลือบแคลงอยู่ เนื่องจากการตอบข้อซักถามยังไม่ชัดเจน และตรงประเด็น ทำให้ สภา ยิ่งเกิดความสงสัยว่า นายกอบต.จะมีพฤติกรรมที่มีลักษณะการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เช่น การเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมจากกรณีการดำเนินการจัดซื้ออาหารเสริมหรือนมโรงเรียนภาคเรียนที่ 1/2563 กับกรณีการดำเนินการจัดซื้อวัสดุรายการก่อสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 3 ศูนย์เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 51,000 บาท ทั้งนี้งบประมาณทั้ง 2 โครงการเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจอยู่ในความรับผิดชอบของกองการศึกษา และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพันทา แต่ตัวนายกฯ กลับเร่งรีบการลงนามในสัญญาอาหารเสริมหรือนมโรงเรียนเพื่อให้เด็กได้ดื่มนมภายใน 1 สัปดาห์และส่งมอบอาหารเสริมให้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพันทาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้แตกต่างจากโครงการจัดซื้อวัสดุรายการก่อสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่ล่าช้าทำให้ลูกหลานชาวตำบลหนองพันทาที่เรียนอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 3 ศูนย์ขาดประโยชน์ในการใช้สนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจนทำให้ถูกกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเรียกคืนงบประมาณกลับไป เป็นที่น่าสังเกตว่า การจัดซื้อจัดจ้างในการซื้อขายนมโรงเรียนในครั้งนี้ทางผู้เช่าช่วง ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาต่อหน้าพยานและส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทางนายก อบต.หนองพันทา ได้นำนมโรงเรียนซึ่งตัวเองเป็นผู้จำหน่ายอยู่แล้วมาส่งมอบให้กับโรงเรียน นอกจากนี้ยังไปส่งที่เขตอำเภอปากคาดอีกด้วย สำหรับการกระทำดังกล่าวทางสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการปฏิบัติราชการของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพันทา ตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.สภาตำบลและ อบต.พ. ศ.2537 จึงอาจเชื่อได้ว่า นายก อบต.ใช้โอกาสในฐานะตนเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสร้างประโยชน์แก่ตน เบียดเบียนคุกคามประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ของรัฐ อันมีลักษณะเป็นผู้กระทำอันเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามนัยมาตรา 64/2 (3) จึงได้ทำหนังสือร้องเรียนถึง นายคารม คำพิฑูรย์ นอภ.โซ่พิสัย เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของ นายก อบต.หนองพันทา จนต่อมามีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องนี้มีกรรมการรวมทั้งหมด 4 คน แต่เนื่องจากเวลาผ่านมาเนิ่นนาน เป็นเวลา 2 เดือนกว่า เข้าเดือนที่ 3 จึงได้ทำหนังสือถึง นอภ.โซ่พิสัย ขอทราบผลการสอบสวนว่าเป็นอย่างไร โดยทาง นอภ.โซ่พิสัย ได้ตอบหนังสือกลับมาให้ทราบเมื่อวันที่ 21 ส.ค.63 มีใจความสรุปได้ ว่า ผลการสอบสวนของคณะกรรมการที่แต่งตั้งไปแล้วนั้นได้เสนอถึง นายอำเภอเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวนการสอบสวน ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากหลักฐานในสำนวนมีจำนวนมากจะต้องพิจารณาโดยรายละเอียดให้รอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย สำหรับการที่จะขอคัดสำเนาผลการสอบสวนข้อเท็จจริงนั้น ถือว่า เป็นข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เป็นเรื่องของการกล่าวหาร้องเรียนกล่าวโทษกัน ซึ่งการเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ และการเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูลได้ จึงเป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามมาตรา 15 (2)(4) แห่ง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ 2540 จึงไม่อาจให้คัดสำเนาตามที่ขอมาได้ แต่ผลการสอบสวนครั้งนี้ไม่ทราบผลว่าจะออกมาแบบไหนอย่างไร สภาฯ จึงไม่มั่นใจในผลการสอบสวนในครั้งนี้ จึงได้มายื่นหนังสือร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนได้ช่วยติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดให้ต่อไป