หน่วยงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอ่างทองขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการตลาดนำการผลิต และเกษตรแปลงใหญ่
วันที่ 20 ธันวาคม 62 นายวิวัฒห์ชัย พันธ์วา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอ่างทอง มอบหมายให้นายพชร บ่างตระกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการตลาดนำการผลิต และเกษตรแปลงใหญ่ กับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอ่างทอง โดยมีนายจิระชัย อินทรโชติ สหกรณ์จังหวัดอ่างทอง และสำนักงานประมงจังหวัดอ่างทอง โดยมีนายไพศาล สุขปุณพันธ์ ประมงจังหวัดอ่างทอง ลงพื้นที่แปลงเกษตรกร นายวสันต์ ทองครุฑ มีพื้นที่บ่อ 4.5 ไร่ ผลผลิตปลาเฉลี่ย 2.4 ตันต่อไร่ ในตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งในครั้งนี้เกษตรกรต้องจับปลาก่อนกำหนดเนื่องจากปริมาณน้ำชลประทานในแหล่งน้ำของเกษตรกรไม่สามารถสูบเติมให้บ่อปลาได้ ทำให้ปลาเริ่มมีการตายเกิดขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นและการขาดทุน เกษตรกรจึงต้องเร่งจับปลาก่อนเวลาที่กำหนด ทั้งนี้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดอ่างทอง จึงขอความอนุเคราะห์เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
นายไพศาล สุขปุณพันธ์ ประมงจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า วันนี้ทางสำนักงานประมงจังหวัดอ่างทองพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการตลาดนำการผลิต และเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งในวันนี้ได้มีการจับปลาสวายที่เลี้ยงมากว่า 1 ปี แต่ต้องลงจับก่อนเพราะประสบปัญหาในเรื่องของน้ำ ถ้าปล่อยไว้ก็จะเกิดความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเป็นอย่างมาก จึงได้ทำการจับส่งขายในวันนี้ ในส่วนของกรมประมงมีหน้าที่ดูแลในส่วนของการเลี้ยงให้มีคุณภาพตามหลักวิชาการ หากเกิดปัญหาในการเลี้ยงก็จะเข้ามาแนะนำ ซึ่งเกษตรกรได้อยู่ในกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ซึ่งได้บูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุด ส่วนการตลาดจะเป็นหน้าที่ของสหกรณ์การเกษตรที่จะดูแลเรื่องการส่งออกและการตลาดโดยการจับครั้งนี้มีปลาทั้งสิ้น 11 ตัน เป็นปลาสวาย 5.5 ตัน ปลานิล 3.5 ตัน และปลารวมคือตะเพียน จีน ยี่สกเทศ อีก 2 ตัน ส่วนราคาอยู่ที่ปลาสวาย 5.5 ตัน กก.ละ 15 บาท เป็นเงิน 82,500 บาท ปลานิล 3.5 ตัน กก.ละ 20 บาท เป็นเงิน 70,000 บาท และปลารวม 2 ตัน กก.ละ 15 บาท เป็นเงิน 30,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 182,500 บาท