จังหวัดอุทัยธานี-พอช. รวม 16 หน่วยงานผนึกพลังฟื้นฟูชุมชนชาวแพสะแกกรัง อนุรักษ์ชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายของประเทศให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
จังหวัดอุทัยธานีและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมกับภาคี 16 หน่วยงาน ผนึกพลังฟื้นฟูชุมชนชาวแพสะแกกรัง 127 ครอบครัวครบวงจร เช่น สนับสนุนการซ่อมเรือนแพที่ชำรุดทรุดโทรม อนุรักษ์วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น-การสร้างแพ สร้างอาชีพ-แปรรูปปลา-ผักตบชวา พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างมัคคุเทศก์ชุมชน ฯลฯ เริ่มเดินหน้าสิงหาคมนี้ เพื่ออนุรักษ์ชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายของประเทศให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
น้ำแล้ง-สะแกกรังเริ่มป่วยไข้
แม่น้ำสะแกกรังมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในจังหวัดกำแพงเพชร ไหลผ่านนครสวรรค์ลงมายังอุทัยธานี และบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร หล่อเลี้ยงผู้คนมาเนิ่นนานปี โดยเฉพาะชาวเรือนแพที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำนี้มานานเพราะหลายครอบครัวอยู่อาศัยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย หากจะนับย้อนไปก็คงจะไม่ต่ำกว่า 120 ปี โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นในปี 2449
แต่ในวันนี้แม่น้ำสะแกกรังกำลังป่วยไข้ อันเนื่องมาจากวิกฤตน้ำแล้ง ท้องน้ำหดแคบลง เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้นขึ้นมาอยู่ชายตลิ่ง กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้น้ำไม่ไหลเวียน เกิดดินตะกอนในท้องน้ำ ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพหลบลี้ไปอยู่วังน้ำอื่น
ศักดิ์ชัย เต๊ะปานัน ชาวแพวัย 48 ปี อาชีพขับเรือจ้างและเลี้ยงปลา บอกว่า แม่น้ำสะแกกรังเริ่มแห้งแล้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 พอเข้าหน้าแล้งปีนี้ยิ่งส่งผลกระทบหนัก เพราะผักตบชวาแพร่พันธุ์ไปทั่วคุ้งน้ำ โดยเฉพาะในช่วงที่ท้องน้ำหดแคบลง ผักตบชวาจะไหลไปรวมกันหนาแน่น เรือเล็กไม่สามารถผ่านได้ เห็นได้ชัดเจนบริเวณเหนือวัดโบสถ์ขึ้นไป นอกจากนี้กอผักตบชวาที่มีอยู่เต็มท้องน้ำ ทำให้แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงใต้น้ำ อ๊อกซิเจนในน้ำจึงมีน้อย จึงมีผลทำให้แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย ปลาจึงหนีไปอยู่วังน้ำลึก ส่วนคนที่เลี้ยงปลาในกระชังก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเน่าเสีย เพราะทำให้ปลาตาย
ลุงทองหยด จุลมุสิทธิ์ วัย 78 ปี อาชีพหาปลาและเลี้ยงปลาในกระชัง เล่าว่า แกยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่รุ่นหนุ่ม ราวๆ 50 ปีมาแล้ว เมื่อก่อนน้ำในแม่น้ำยังใสแจ๋ว ใช้ทั้งกินและอาบ ถ้าใช้กินก็จะตักน้ำใส่โอ่งเอาไว้ แล้วเอาสารส้มลงไปแกว่ง ทิ้งให้ตกตะกอนก็เป็นอันใช้ได้ ใช้น้ำในโอ่งมาทำกับข้าว ถ้าจะกินก็จะเอาไปต้มก่อน แต่ตอนนี้ใช้น้ำในแม่น้ำอาบและซักผ้าเท่านั้น น้ำกินต้องซื้อเอา
“เมื่อก่อนลุงยกยอวันนึงได้ปลาประมาณ 300-400 กิโลฯ ส่วนใหญ่เป็นปลาสร้อย ปลาแดง เอามาเคล้าเกลือแล้วตากแดด บางทีก็ได้ปลาใหญ่ พวกปลาแรด ปลาสวาย ตัวนึงหนักหลายกิโลฯ แต่ตอนนี้หาปลาได้วันละ 30-40 โลฯ เท่านั้น เพราะว่าน้ำมันน้อยลง เริ่มจะเน่าเสีย อีกอย่างคนหาปลาก็เยอะขึ้น จึงจับปลาได้น้อยลง” พรานปลาอาวุโสบอก และว่า ปัญหาน้ำเสียยังส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาในกระชัง เพราะจะทำให้ปลาตาย ต้องโผล่หัวขึ้นมาหายใจ คนเลี้ยงปลาบางรายต้องจับปลาขายก่อนโตเต็มที่ เพราะหากปลาตายยกกระชังจะทำให้คนเลี้ยงขาดทุนป่นปี้
สมคิด คงห้วยรอบ อายุ 52 ปี อาชีพค้าขายในตลาดเทศบาลเมืองอุทัย บอกว่า เรือนแพของเธอผูกอยู่ตรงท่าน้ำวัดโบสถ์ หากเป็นช่วงปกติ เธอจะต้องใช้เรือเล็กหรือใช้สะพานไม้ไผ่ข้ามไป-มาระหว่างท่าน้ำกับเรือนแพของเธอ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว เพราะแม่น้ำแห้งจนสันทรายโผล่ขึ้นมา เรือนแพที่เคยผูกอยู่ที่ท่าน้ำตอนนี้เกยตื้น
“มันเริ่มแล้งตั้งแต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว แต่ปีนี้หนักสุด เกิดมา 50 กว่าปี ไม่เคยเห็นแม่น้ำสะแกกรังแล้งขนาดนี้ พอน้ำแล้ง แม่น้ำก็จะแคบลง ทำให้ผักตบชวาไหลมาอยู่รวมกัน คนใช้เรือก็ลำบาก ส่วนเรือนแพที่เกยตื้น ลูกบวบก็จะแตกหักเสียหาย ต้องหาเงินมาซ่อมใหม่ แต่ชาวแพส่วนใหญ่มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ ถ้าไม่หาปลา ก็จะไปรับจ้าง หรือค้าขายเล็กน้อยๆ อยู่ในตลาด จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ” สมคิดบอก
16 หน่วยงานร่วมฟื้นฟูชุมชนชาวแพสะแกกรัง
เรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังมีทั้งหมดประมาณ 200 หลัง แพบางหลังเป็นของคนมีเงิน หรืออดีตข้าราชการที่สร้างไว้เพื่อพักผ่อน หรือสร้างไว้เพื่อทำเป็นที่พัก-แพอาหารรองรับรับนักท่องเที่ยว ส่วนที่เป็นแพของชาวบ้านใช้อยู่อาศัยและทำกระชังเลี้ยงปลาตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 130-140 ครอบครัว
ความเดือดร้อนของชาวแพกลุ่มชาวบ้านได้ถูกร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนในท้องถิ่นและส่วนกลางในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 เริ่มจากปัญหาผักตบชวาที่หนาแน่นกีดขวางการเดินเรือ ซึ่งขณะนั้นน้ำในแม่น้ำสะแกกรังยังมีปริมาณมาก แต่พอย่างเข้าสู่ช่วงปลายปี แม่น้ำเริ่มลดระดับลง เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้เรือนแพบางส่วนเกยตื้น และเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียติดตามมา
ชาวเรือนแพจึงร้องเรียนทางจังหวัดให้การช่วยเหลือ รวมทั้ง ‘มนัญญา ไทยเศรษฐ์’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จนเรื่องมาถึง ‘จุติ ไกรฤกษ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดดูแลคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อย รมว.พม.จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดอุทัยธานีเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563
สมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จากกระทรวง พม. ทั้ง พอช. พมจ.(พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี) ร่วมกับชุมชนชาวแพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดได้จัดกระบวนการสำรวจข้อมูลปัญหาของผู้เดือดร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา โดยใช้วิธีการต่างๆ
เช่น การลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ สำรวจข้อมูล ถ่ายรูป จับพิกัด GPS จัดทำแผนที่ทำมือ ทำผังชุมชน สำรวจปัญหาและความต้องการ ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน ฯลฯ และจัดตั้งคณะทำงาน โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน หลังจากนั้นจึงมีการจัดประชุมเพื่อสรุปข้อมูลและร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟูชุมชนชาวแพทั้งระบบ
“จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีชุมชนชาวแพที่ได้รับผลกระทบและมีความเดือดร้อนจากปัญหาแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง ทั้งหมด 127 ครัวเรือน โดยชุมชนชาวแพมีข้อเสนอและความต้องการแก้ไขปัญหารวม 8 ด้าน เช่น ปัญหาน้ำแล้ง สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิตชาวเรือนแพ เรื่องอาชีพ-รายได้ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้านวัฒนธรรม และการจัดการท่องเที่ยวชุมชน” ผอ.พอช.ยกตัวอย่างข้อเสนอของชาวแพ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี มีพิธี ‘ลงนามความร่วมมือการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวแพสะแกกรังและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบทจังหวัดอุทัยธานี’ โดยมีนายณรงค์ รักษ์ร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหาร พอช. และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวม 16 หน่วยงานร่วมลงนาม โดยมีผู้แทนชาวแพสะแกกรังและผู้แทนชุมชนต่างๆ เข้าร่วมงานประมาณ 300 คน
ณรงค์ รักษ์ร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธาน กล่าวว่า การร่วมกันพัฒนาชีวิตชาวแพสะแกกรังไม่ใช่จะทำแล้วเสร็จสิ้น แต่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไป เช่น ปัญหาน้ำเน่าเสีย กรมชลประทานพยายามดึงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไล่น้ำเสียในแม่น้ำสะแกกรัง และต่อไปจะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเพื่อดันน้ำเสียออกไป ส่วนปัญหาเรื่องผักตบชวา ขณะนี้กำลังจัดเก็บ แต่ชาวชุมชนเรือนแพตั้งแต่ต้นน้ำจะต้องลงมาช่วยกันดูแลเรื่องผักตบและสิ่งแวดล้อมทั้งสองฝั่งแม่น้ำด้วย
ส่วน 16 หน่วยงานที่ลงนามความร่วมมือ MoU. (Memorandum of Understanding) ประกอบด้วย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ พมจ.อุทัยธานี เทศบาลเมืองอุทัยธานี ปกครองอำเภอเมืองอุทัยธานี กอ.รมน.จังหวัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โครงการชลประทานจังหวัดอุทัยธานี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด เกษตรจังหวัด ประมงจังหวัด สหกรณ์จังหวัด การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เจ้าท่า (นครสวรรค์) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
อนุรักษ์ชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
สมชาติ ภาระสุวรรณ ผอ.พอช. กล่าวว่า ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายในประเทศไทยที่ควรจะช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ เพื่อให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่การจะพัฒนาชุมชนชาวแพให้ประสบผลสำเร็จจะต้องประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ คือ 1.เกิดจากความต้องการของพี่น้องชาวชุมชนเรือนแพ 2.การลงนามทำความตกลงของ 16 หน่วยงานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะหนุนเสริมให้การพัฒนาชุมชนประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้แผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวชุมชนเรือนแพจะเริ่มภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะเริ่มซ่อมแซมเรือนแพซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากก่อสร้างมานาน ประกอบกับลูกบวบที่ใช้พยุงแพซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่ชำรุดแตกหัก เรือนแพเกยตื้น ลูกบวบได้รับความเสียหาย รวมทั้งหมด 127 ครัวเรือน โดย พอช.จะสนับสนุนงบพัฒนาสาธารณูปโภค กายภาพ อุดหนุนการซ่อมแพ การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท รวมงบประมาณทั้งหมด 7,420,000 บาท ตามแผนงานการซ่อมแพจะแล้วเสร็จบางส่วนในช่วงเดือนตุลาคมนี้
ส่วนการพัฒนาชุมชนเรือนแพให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวต่อไปนั้น จะมีการส่งเสริมด้านต่างๆ เช่น 1.กลุ่มสืบสานวัฒนธรรม จัดอบรมให้เกิดวิทยากร-มัคคุเทศก์ชาวชุมชนเรือนแพ 2.กลุ่มสืบทอดการทำเรือนแพ ถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้ไม่ให้สูญหายไป 3.กลุ่มความเข้มแข็งของชุมชน พัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ดำรงวิถีชีวิตชาวแพ 4.ส่งเสริมอนุรักษ์ปลาพื้นถิ่น เช่น ปลาแรด 5.การแปรรูปปลา สร้างมูลค่า สร้างรายได้ให้ชุมชน 6.เปลี่ยนผักตบชวาให้เป็นของใช้ ทำเป็นภาชนะใส่อาหาร ฯลฯ
นอกจากนี้ พอช.จะสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เช่น จัดตั้งคณะกรรมการเป็นกลุ่มย่อยเพื่อช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาต่างๆ จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนแก้ปัญหาระยะยาว เช่น ใช้ซื้อลูกบวบหรือซ่อมแซมเรือนแพ และเมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งแล้วก็จะสามารถรวมกลุ่มกันไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มชุมชนแออัดในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีที่ พอช.มีโครงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นลำดับต่อไป
“ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทยที่เหลืออยู่ เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี มีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรักษาเอาไว้ และการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังนี้ จะเป็นตัวอย่างในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างรอบด้าน ครบทุกมิติ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ อาชีพ รายได้ คุณภาพชีวิต ตั้งแต่เด็ก ผู้สูงวัย คนพิการ ด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และเป็นโอกาสท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 โดยมีแนวคิดคือ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ผอ.พอช.กล่าวทิ้งท้าย