ตัวแทนกรมชลฯ ลงพื้นที่รับหนังสือจากชาวบ้าน 2 อำเภอ3 ตำบลทวงค่าชดเชยการสร้างเขื่อนยางนาดี ชัยภูมิ
วันที่ 16 ก.ค.66 เวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ที่สำนักงานก่อสร้าง โครงการอ่างเก็บน้ำ ลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เขื่อนยางนาดี) ต.ชีบน อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ นาย เดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบริหารกรมชลประทาน,นาย อภิชาต ชุมนุมมณี ผอ.สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ , ดร.สมบัติ มีลักษณะสม ผอ.ชลประทานชัยภูมิ, นาย พุทธิพงษ์ ม่วงศิลปชัย นายอำเภอหนองบัวระเหว ร่วมกับผู้นำชุมชนและตัวแทนชาวบ้าน ได้ร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจ่ายค่าชดเชยให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในโครงการก่อสร้าง โครงการอ่างเก็บน้ำ ลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ขณะเดียวที่บริเวณ หน้าห้องประชุม ก็มีชาวบ้านใน 3ตำบล 2 อำเภอ กว่า300 คน ได้ถือป้ายชูต้อนรับนายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบริหารกรมชลประทาน ที่ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวบ้านในครั้งนี้ หลังจาก ที่มีการประชุมเสร็จ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบริหารกรมชลประทาน พร้อมคณะ ก็เดินทางมาพบกับชาวบ้าน พร้อมกับรับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านในครั้งนี้
โดยมีตัวแทนชาวบ้านได้ยื่นหนังสือทวงถามเรื่องของค่าชดเชยที่ดิน เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ มีการเลือกจ่ายเป็นรายบุคคล ส่วนใหญ่เป็นนายทุนจากต่างถิ่นได้รับค่าชดเชยไปกันเป็นจำนวนมาก แต่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอยู่หน้างาน กลับไม่ได้รับการดูแล กลับถูกบ่ายเบี่ยงไปเรื่อย บางคน ไปมัดจำที่ดินไว้ จนต้องเสียค่ามัดจำไปก็เยอะ แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินการก็ไม่เร่งดำเนินการให้ปล่อยให้ชาวบ้านรอคอยมานานกว่า3ปี แถมไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ของตนเองได้ เนื่องจากพื้นที่ได้นำเครื่องจักรลงมาดำเนินก่อสร้างแล้วพร้อมกับเรียกร้องให้ย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการสำรวจที่ดินในครั้งนี้ โดยชาวบ้านกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนรู้เห็นหรือได้เสียกลับกลุ่มนายทุ่น ทั้งเรื่องที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ค่าชดเชยต้นไม้ในแปลง ของกลุ่มนายทุนมีมากกว่าความเป็นจริง แถมมีการเบิกจ่ายเงินไปแล้วด้วยและเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชยไปแบบหน้ากระดาน โดยจ่ายจากหน้างานไปท้ายงานและในส่วนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบระหว่างดำเนินการนี้
ด้านนางประนอม ตัวแทนชาวบ้าน บ้านตะลอมไผ่หมู่1 ต.โคกสะอาด กล่าวว่า เงินงบประมาณในการก่อสร้างเขื่อนมี ถึง3,000ล้านบาท ใช้ในการก่อสร้าง1,600ล้านกว่าบาทแบ่งเป็นค่าชดเชย1,400ล้านกว่าบาทแบ่งเป็นค่าเวนคืนที่ดิน30%ค่า อสังหาริมทรัพย์ 70% ในส่วน30% เป็นเงินค่าเวนคืนที่ดินราว420ล้านกว่าบาทและค่าอสังหาริมทรัพย์70% เป็นเงิน980ล้านกว่าบาท ดังนั้น จึงทำให้ชาวบ้านมองว่าค่าชดเชยมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงโดยเงินงบประมาณที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยที่ดินทั้งหมด18,00 ไร่ ใช้เงินงบประมาณในการจ่ายค่าชดเชยไปแล้ว 1,400ล้านกว่าบาท
ในปัจจุบันเงินงบประมาณดังกล่าวจ่ายได้เพียงแค่2,000ไร่ ส่วนเงินงบที่เหลือจะต้องนำมาจ่ายเพียง 190 กว่าล้านบาท ซึ่งตนและชาวบ้านมองว่าเงินงบที่ผ่านมาส่วนใหญ่ถูกนำไปจ่าย ในค่าคิวดิน ต้นไม้ บ้านผี ที่มีเจ้าที่บางคน มีส่วนร่วมทำให้ตัวเลขผิดเพี้ยนไป ต้องสูญเงินงบประมาณเป็นจำนวนมาก แต่ชาวบ้านในพื้นที่กลับถูมองข้าม ดังนั้นตนเองและชาวบ้านจึงได้เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อเรียกร้องกรมชลฯได้แต่งตั้งผู้นำชมชน ใน 3 ตำบล 2 อำเภอ คือ ตำบลโคกสะอาด ตำบลห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว ตำบลชีบน อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ได้เข้าไปเป็นอนุกรรมการและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบก่อนจ่ายค่าชดเชยเพื่อช่วยชาวบ้านตรวจสอบข้อมูลในการจ่ายค่าชดเชยในครั้งนี้ เพราะชาวบ้านบางรายไม่รู้หนังสือ อาจทำให้เสียผลประโยชน์ในการรับค่าชดเชยก็เป็นได้เช่นที่ผ่านมา หรืออาจซ้ำรอยบ้านผี เช่นเขื่อนโป่งขุนเพชร ก็เป็นได้ เพราะ ขณะนี้ ก็มีกลิ่นไม่ดีเกิดขึ้นในพื้นที่ให้เห็นเช่นกัน โดยเช่น เรื่องของ คิวดิน ต้นไม้เกินจำนวนเป็นจริง หรือแม้กระทั้งต้นไม้ย้าย จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือบ้านผี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเม็ดเงินที่แต่งขึ้นมาได้ และบางส่วนก็มีการจ่ายเงินไปแล้วด้วย
ส่วนนาย เดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบริหารกรมชลประทาน กล่าวว่า ในส่วนของค่าชดเชย ได้มีการตั้งงบประมาณไว้ในปี 671,427ล้าน และมีการจ่ายเรื่อยๆเหลืออยู่190ล้านก็จะครบตามงบที่ตั้งไว้ ตามงบ1,427ล้าน และก็จะได้มีการขออนุมัติจาก ครม. เพิ่มอีก 3,000 ล้านบาทเพื่อนำมาจ่ายให้ชาวบ้านในปีถัดไป ในส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้รับก็จะได้เร่งรัดจ่ายเงินและดำเนินการตามคำขอของชาวบ้านโดยเร็วภายในเดือนกันยายนนี้ โดยเรียงตามลำดับความสำคัญของชาวบ้านเป็นหลัก ต่อจากนี้ไป และในส่วนของเจ้าหน้าที่ ที่ถูกกล่าวหา ก็จะต้องมีการตรวจสอบ รวมถึงเรื่องที่ดิน ที่ขุดสระ ว่ามีการคิดเกินความเป็นจริงหรือไม่ และต้นไม้ที่เกินความจริง หรือต้นไม้ที่เคลื่อนที่ได้ เช่นเคยเบิกเงินจากแปลงหนึ่งแล้วย้ายไปเบิกเงินอีกแปลงหนึ่งนั้นข้อเท็จจริงเป็นเช่นไรจะได้ให้เจ้าหน้าที่ทำตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง หากชาวบ้านมีข้อมูล ก็ส่งข้อมูลมาได้เพื่อจะได้ทำการตรวจสอบเป็นแปลงๆต่อไป
โดยชาวบ้านที่มายื่นหนังสือในครั้งนี้ต่างพอใจในการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจึงยอมแยกย้ายกันกลับ หากเดือนกันยายน ยังไม่ได้รับคำตอบหรือแก้ไขให้ชาวบ้าน ก็จะพากันรวมตัวเพื่อเรียกร้องอีกต่อไป