“ชุมชนเป็นฐาน” ร่วมต้านภัยบุหรี่ ยุทธศาสตร์ลดจำนวนสิงห์อมควัน

ภูมิภาค11 ต.ค. 2560 • 08:18 น.
“ชุมชนเป็นฐาน” ร่วมต้านภัยบุหรี่ ยุทธศาสตร์ลดจำนวนสิงห์อมควัน
ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เคยสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2554 พบว่า จังหวัดในภาคเหนืออย่าง จ.แม่ฮ่องสอน คือพื้นที่ที่มีจำนวนผู้สูบบุหรี่และยาเส้นมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ จากนั้นเป็น จ.ลำพูน ลำดับที่ 26 จ.กำแพงเพชรลำดับที่ 29 และ จ. เชียงรายอยู่ในลำดับที่ 55 ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาคเหนือมีปริมาณนักสูบมากกว่าพื้นที่อื่นๆ มาจากความหลากหลายของประชากรที่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ไทใหญ่ ม้ง กระเหรี่ยง ละหู่ ฯลฯ ซึ่งคนกลุ่มนี้ล้วนมีการสูบยาเข้ามาข้องเกี่ยวในวิถีประจำวัน นางสุรางค์ กาววรรณ นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่ปาง ต.สันติคีรี อ.แม่ลาน้อย จ.แม่งฮ่องสอน กล่าวว่า เมื่อมีแขกมาเยี่ยมบ้านก็มีกล่องยาเส้นออกมาต้อนรับ เข้าสวนทำเกษตรก็ต้องมีควันไฟช่วยไล่แมลง กระทั่งงานบุญประเพณีก็ต้องมีเครื่องเซ่นยาสูบรวมอยู่เหมือนเสิร์ฟน้ำเย็น บางคนมองว่ายาที่เอามาสูบนั้นทำเอง ปลูกเองตามธรรมชาติ ก็คิดว่าไม่น่าอันตราย ร่างกายตัวเองก็ยังดีอยู่ เลยยังคงสูบต่อไป นางสุรางค์ เล่าวว่า คนในชุมชนเห็นด้วยกับการควบคุมบุหรี่ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน แบบที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันทำโรงการ นั่นเพราะการใช้ฐานชุมชนเปรียบเสมือนการจัดสิ่งแวดล้อมไม่ให้เอื้อต่อการสูบบุหรี่ ขณะเดียวกันก็สามารถออกแบบกติกาได้ตามแต่บริบทพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันไป โดยบทเรียนของ ต.สันติคีรี เริ่มจากการประมวลฐานความรู้ที่สามารถยุติการสูบบุหรี่ได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้เรื่องโรคอันเกิดจากบุหรี่ การใช้สมุนไพรระงับความต้องการสูบ การใช้ศาสตร์แพทย์แผนไทย การนวดกดจุดที่มีผลต่อการสื่อประสาท และการกำหนดสถานที่สาธารณะเป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ จากนั้นเสนอกติกาเช่นนี้เข้าไปในชุมชน พร้อมผสมผสานรวมกับงานส่งเสริมสุขภาพกับโรคอื่นๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดัน เพื่อเชื่อมโยงพฤติกรรมซึ่งเป็นความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ โดยมีการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุอยู่ด้วย พร้อมกันนี้ยังไม่ลืมที่จะหาคนต้นแบบซึ่งคนในชุมชนยกย่องว่าสามารถเลิกบุหรี่ได้จริง มีสุขภาพดีเป็นตัวอย่างเพื่อให้ใครๆก็เห็นว่า พฤติกรรมที่ทำกันมาเนิ่นนาน ยุติได้จริงๆ “สถานที่สาธารณะอย่างโบสถ์ วัด เราจะคุยกับผู้นำชุมชนเลยว่า ห้ามสูบบุหรี่เด็ดขาด คือจะสูบก็ได้แต่ต้องไปข้างนอก เมื่อคนในชุมชนเอาด้วยก็เหมือนกับการจำกัดพื้นที่ สร้างกติกาใหม่ ส่วนผู้ที่สมัครใจเลิกและสามารถทำได้ เราก็จะมีการติดตามผลว่าสามารถเลิกได้นานขนาดไหน หนึ่งเดือน สามเดือน หรือมากกว่า หกเดือน ใครทำได้ก็จะได้รับรางวัลและเป็นต้นแบบที่คนในชุมชนยอมรับ ใช้คนเหล่านี้ช่วยสื่อสารเพื่อบอกว่า นี่ไงที่ว่าติดแล้วเลิกไม่ได้ ฉันเลิกให้ดูแล้ว”นางสุรางค์ กล่าว ส่วนผลจากการใช้ชุมชนเป็นฐานในการเลิกบุหรี่ ที่ ต.สันติคีรี ตลอดปีที่ผ่านมา สถิติที่เก็บข้อมูลชี้ว่า สามารถช่วยให้ผู้ต้องการเลิกบุหรี่เปลี่ยนพฤติกรรมได้มากถึงร้อยละ 60 ขณะที่อีกด้านสำหรับผู้ที่ยังไม่มีแรงจูงใจเปลี่ยนพฤติกรรม ทีมงานก็จะชักชวนไปเรื่อยๆ และสร้างแรงจูงใจให้พฤติกรรมการสูบลดน้อยลงอย่างเป็นขั้นตอน จากวันละครึ่งซอง ลดเหลือให้น้อยกว่า จนตัวเลขเป็นศูนย์ ด้าน จ.เชียงราย เป็นอีกแห่งที่ใช้ชุมชนเป็นฐานยุติพฤติกรรมสูบบุหรี่เช่นกัน นายสุรเดช คชสารทอง แพทย์แผนไทยประยุกต์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย สรุปบทเรียนในพท้นที่ตนว่า คีย์หลักที่ทำให้โครงการไปได้คือการทำงานเชิงรุกที่เคลื่อนไปหากลุ่มเป้าหมายเอง โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ปกากะญอ ที่มีมากในพื้นที่ ซึ่งนอกจากต้องลงแรงเดินขึ้นดอยไปให้ความรู้แล้ว พวกเขายังต้องมีอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน (อสม.)เป็นล่ามแปลภาษาด้วย “เขาอาจยังไม่เลิกทันที แต่เราก็มีข้อเสนอไปให้เขาคิดดู เช่น ลองจำกัดมัน เวลาอยากสูบก็ให้ลองอมสมุนไพร ลองหาอะไรทดแทนแก้ปากว่าง แล้วค่อยๆจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เขากลับมาสูบใหม่ เราสอดแทรกเรื่องบุหรี่ไปกับการดูแลสุขภาพ เวลามีงานทันตกรรมลงพื้นที่ หมอฟันก็จะเชื่อมโยงกับโรคในช่องทางที่มาจากบุหรี่ และที่สำคัญคือการสร้างมาตรการชุมชนให้เป็นที่ยอมรับ สถานที่ไหนคือพื้นที่ห้ามสูบอย่างเด็ดชาด และที่ขาดไม่ได้คือคนต้นแบบนี่แหละที่ชุมชนจะเห็นว่าพวกเขาก็ทำได้ไม่ต่างจากคนพื้นราบ” นายสุรเดช กล่าว ความตั้งใจข้างต้นทำให้ผลการทำงานใน พื้นที่ ต.ท่าก๊อ ช่วยจุดประกายให้ผู้สมัครใจเลิกบุหรี่สามารถทำได้จริงถึงร้อยละ 50 โดยทั้ง 2 พื้นที่ซึ่งกล่าวมานี้อยู่คือส่วนหนึ่งของการใช้ชุมชนเป็นฐานเลิกบุหรี่ทั้งหมด 85 ตำบลใน 7 จังหวัดของประเทศไทย และหากประเมินผลการทำงานทั้งหมดตลอดปีพบว่าโครงการนี้ช่วยผู้เลิกบุหรี่สำเร็จกว่า 8,649 คน เกิดบุคคลต้นแบบอย่างเป็นรูปธรรมกว่า 1,309คน ทั้งยังสร้างความตั้งใจเกิดผู้อยากเลิกบุหรี่กว่า 36,944 คน ด้าน ผศ.ดร.มณฑา เก่งการพานิช ผู้จัดการโครงการควบคุมยาสูบโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน กล่าวว่า การทำให้ชุมชนตระหนัก ลด ละ เลิกบุหรี่ เป็นสิ่งสำคัญและสอดคล้องกับแผนควบคุมยุทธศาสตร์ชาติ ที่เน้นพัฒนาให้ชุมชนมีศักยภาพและส่วนร่วมในการจัดการ และเนื่องจากแม่ฮ่องสอน ถือเป็นจังหวัดที่ครองแชมป์อัตราการสูบบุหรี่สูงที่สุดในประเทศไทย จึงเป็น 1 ใน 7 จังหวัด ที่กระทรวงสาธารณสุข และ สสส. ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการควบคุมยาสูบโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน “โดยมี 5 แนวทางขับเคลื่อน คือ 1.ชุมชนต้องทำนโยบายด้วยการจัดเวทีพูดคุย เพื่อออกนโยบายควบคุมบุหรี่ในชุมชนร่วมกัน และติดป้ายประกาศให้ทุกคนรับรู้ 2.ต้องจัดสิ่งแวดล้อมสถานที่ต่างๆ ตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เช่น ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ทุกแห่ง ร้านค้าต้องมีป้ายไม่จำหน่ายให้กับเด็ก และมีการอบรมกฎหมายให้ผู้ขายด้วย 3.ต้องเข้าถึงคนสูบบุหรี่และช่วยเลิก ปรับพฤติกรรมบุคคลทำงานเชิงรุก โดยทำคลินิกเคลื่อนที่ลงไปในหมู่บ้านเพื่อคัดกรองผู้สูบบุหรี่แล้วช่วยเขาเลิกสูบ 4.ต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง อบรมแกนนำ อสม.ให้เข้าไปช่วย มีความรู้ร่วมกัน พัฒนาศักยภาพร่วมกัน และ 5. ต้องปรับระบบบริการให้ผู้สูบบุหรี่เข้าถึงบริการได้ บูรณาการกิจกรรมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้นำเอากิจกรรมการเลิกบุหรี่เข้าไปร่วมกับกิจกรรมที่มีอยู่แล้ว เช่น โรคเรื้อรัง สารเคมี” ผศ.ดร.มณฑา กล่าว กระบวนการเหล่านี้ จะช่วยสร้างพลังให้กับชุมชน ขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะอย่างเป็นระบบ ก่อเกิดต้นทุน และเพิ่มพูนศักยภาพทางสังคม เพื่อให้ชุมชนของตัวเองปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืนเพราะแต่ละมวนที่คนในชุมชนเอาชนะได้ ล้วนเป็นผลผลิตมาจากการร่วมด้วยช่วยกัน