"หนึ่งตำบล หนึ่งเซฟตี้โซน" แกะรอยจากกล้อง CCTV ตำรวจโคราชรวบคนร้ายบุกเดี่ยวจี้ชิงทองในห้างโลตัส อ.โนนไทย อ้างพิษโควิด ที่ทำงานปิดตัว
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 20 มกราคม ที่บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 นครราชสีมา พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบช.ภาค 3 พร้อม พล.ต.ต พรชัย นลวชัย ผบก.ภ.จ.นครราชสีมา พล.ต.ต ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจน์กิจ ผบก.สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงผลการจับกุมนายสอบ ดอกแก้วกลาง อายุ 63 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 18 หมู่ 3 ตำบลจัน อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 22/2560 ลงวันที่ 20 มกราคม 2564 ศาลจังหวัดนครราชสีมา ฐานจี้ชิงทรัพย์ โดยมีพฤติการณ์บุกเดี่ยวใช้ปืนพกสั้นจี้ชิงทองคำรูปพรรณจำนวนมาก เหตุเกิดเมื่อช่วงหัวค่ำวานนี้ (19 มค.) ที่ห้างทองเยาวราชกรุงเทพ สาขาโลตัส อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา จากนั้นใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ สีน้ำเงิน ไม่ทราบเลขทะเบียน เป็นยานพาหนะใช้ในการหลบหนี
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ ฯ ผบช.ภาค 3 เปิดเผยว่า คดีอุกฉกรรจ์นี้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินการ "หนึ่งตำบล หนึ่งเซฟตี้โซน" ติดตั้งกล้อง CCTV ทุกชุมชนทุกหมู่บ้าน ทำให้ทราบเบาะแสและเส้นทางหลบหนีจนสามารถขอศาลจังหวัดนครราชสีมา อนุมัติหมายจับ เบื้องต้นผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนปลอมก่อเหตุ ส่วนทรัพย์สินของกลางตรวจสอบเบื้องต้น มีจำนวน 98 เส้น แต่ยังอยู่ระหว่างรวบรวมจำนวนที่แท้จริง ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานไม่ใช่คำกล่าวอ้าง ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพอ้างยังไม่ได้นำทองคำไปใช้จ่ายแต่อย่างใด
แนวทางสืบสวนผู้ต้องหาเคยทำงานที่อาบอบนวดในกรุงเทพและ จ.อุบลราชธานี ตกงานจึงซื้อปืนปลอมมาใช้ก่อเหตุจากนั้นได้หนีไปกบดานที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานเก่า เพื่อเตรียมตัวหาช่องทางชายแดนหลบหนีออกไปประเทศเพื่อนบ้านส่วนอาวุธปืนปลอม ผู้ก่อเหตุสั่งซื้อทางออนไลน์ในราคา 600 บาท และแรงจูงใจเกิดจากการตกงานเนื่องจากสถานประกอบการปิดตัวลงช่วงวิกฤตโควิด- 19 ทำให้ต้องกลับภูมิลำเนา เมื่อตระเวนสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เนื่องจากอายุมากแล้ว ทำให้ไม่มีรายได้เลี้ยงชีพ จึงวางแผนก่อเหตุดังกล่าว