CEO สาวรายการดัง พร้อม "ทนายตั้ม" ยื่นหนังสือให้ผู้ว่าฯ เอาผิดวินัยผู้ใหญ่บ้านคนสวย

ภูมิภาค17 ม.ค. 2565 • 23:04 น.
 CEO สาวรายการดัง พร้อม "ทนายตั้ม" ยื่นหนังสือให้ผู้ว่าฯ  เอาผิดวินัยผู้ใหญ่บ้านคนสวย
เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ด้านหน้าศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ นางมนธิรา มูลกระแสน อายุ 43 ปี ประธานกรรมการผู้มีอำนาจและเป็นผู้บริหารของบริษัท ... หรือ CEO สาวรายการดัง พร้อมทนายตั้ม นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนเพื่อเยาวชนและสังคม ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายสนิท ชาวสะอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เพื่อให้ดำเนินสอบสวนความประพฤติของผู้ใหญ่บ้านนาโซ่ หมู่ที่ 9 ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หนังสือฉบับนี้นางมนธิราและทนายตั้ม ได้ให้ผู้สื่อข่าวดูที่ด้านข้างโรงจอดรถศูนย์ราชการและให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวหลายสำนักทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ก่อนจะเข้ามายื่นหนังสือร้องเรียน โดยมี นายชัยณรงค์ สุระดะนัย ป้องกันจังหวัด นายโสภณ กิตติพะวงษ์ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬ ออกมารับหนังสือก่อนที่ ผู้ว่าจะมอบหมายให้ นายนภดล จอมเพชร ปลัดจังหวัดลงมารับเรื่องแทน เนื่องจากติดประชุมด่วน ซึ่งผู้ร้องต้องการให้สอบสวนเอาผิดทางวินัย ที่ผู้ใหญ่บ้านคนสวยคนดังประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งปลัดจังหวัดได้กล่าวตอบว่าต้องสอบสวนข้อเท็จจริงตามระเบียบของทางราชการเสียก่อนว่า ผู้ใหญ่บ้านทำผิดระเบียบวินัยถึงขั้นไหน หลังจากนั้นจึงจะสั่งลงโทษเอาผิดได้ และรับปากว่าจะสอบสวนให้กระจ่างให้เร็วที่สุดและจะแจ้งให้ผู้ร้องให้รับทราบตามหนังสือร้องเรียนมา จากนั้นนางมนธิราและทนายตั้มได้เดินทางไปพบ ร.ต.อ. วิษณุชัย คารมณ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองบึงกาฬ เจ้าของคดีหลังผู้ใหญ่บ้านนาโซ่ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ข้อหาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เบื้องต้นจากการพูดคุยราวครึ่งชั่วโมง พนักงานสอบสวนยังไม่แจ้งข้อหาใดๆ ต้องเรียกทั้ง 2 ฝ่ายมาสอบปากคำอีกครั้ง ว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเข้าข่ายความผิดใดหรือไม่และจะได้นำสำนวนเสนอต่อผู้บังคับบัญชา ตามลำดับชั้น จึงจะเรียก คุณมนธิรามารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป หากพบมีความผิดตามที่ผู้กล่าวหามาแจ้งความเอาไว้ ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนางมนธิรา ว่าเหตุใดจึงไม่ยอมจดทะเบียนกับอดีตสามี อดีตนักร้องลูกทุ่งดังที่หันมาทำธุรกิจสื่อโฆษณาและขายอาหารเสริม ซึ่งได้เคยรบเร้าขอจดทะเบียนสมรสมาตลอด เพื่อเป็นการยืนยันความมั่นคงของความรักและธุรกิจที่ทำร่วมกัน ตามที่อดีตสามีชี้แจงกับสื่อตามข่าวที่ผ่านมา นางมนธิราไม่ยอมตอบตรงๆ ในเรื่องนี้ แต่ก็ได้ยืนยันว่าได้เลิกกับสามีฝรั่ง ชาวอิตาเลี่ยน วัย 70 ปีแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน ซึงในสารบบทะเบียนสมรสของอิตาลีจะไม่มีว่าทั้ง 2 คนเป็นสามีภรรยากันแล้ว ให้ไปเช็คดูในสถานทูตอิตาลีได้ แต่ในทะเบียนประวัติทะเบียนบ้านของไทยอาจยังไม่ได้มีข้อมูลนี้ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวลองตรวจเช็คดูตามที่ นางมนธิรากล่าวอ้าง ก็พบว่ายังมีทะเบียนสมรสด้วยกันกับสามีชาวอิตาเลียนคนนี้อยู่ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทั้งนางมนธิราและอดีตสามีไม่สามารถจดทะเบียนซ้อนกันอีกก็เป็นได้ ส่วนคลิปเสียงที่ตกลงกันระหว่างนางมนธิราและอดีตสามี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 ที่ได้ทำสัญญาข้อตกลงกันมีใจความว่า นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเราสิ้นสุดขาดความเป็นสามีภรรยากันตามเอกสารที่ทำขึ้นมา โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะไปก้าวล่วงหรือหึงหวงกันและกัน ใครจะทำอะไรก็ได้แล้วแต่คุณ จะคบหาแต่งงานใหม่ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละคนไป หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำธุรกิจรุ่งเรืองหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่จะไม่มารบกวนหรือว่ามาเรียกร้องสิทธิ์อะไรใดๆ กับอีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่ามาอ้างว่านี่คือสินสมรสร่วมสร้างด้วยกันมา ไม่มีการทำร้ายร่างกายกันและกัน หากใครนำใครเข้ามาอยู่ในบ้านก็เป็นสิทธิ์ซึ่งได้แบ่งแยกกันแล้ว จะไม่ก้าวล่วงด้วยกริยาวาจาท่าทาง แล้วก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตามปกติ หากมีปัญหาทางธุรกิจก็ปรึกษาได้ ถือว่าวันนี้พูดกันด้วยดีเขียนเป็นเอกสารแล้วก็ลงนามรับทราบด้วยกันต่อหน้าพยาน ซึ่ง นางมนธิรากล่าวยอมรับว่าเป็นเสียงของตัวเองจริง แต่ที่พูดไปก็ด้วยมีอารมณ์ประชดประชันสามี ถ้าไม่ทำก็จะถูกทำร้ายทุบตีเป็นประจำ แต่ไม่เคยไปแจ้งความเนื่องจากไม่ต้องการให้ใครมารับรู้เรื่องราวแบบนี้ และเรื่องแบ่งสมบัติก็พูดกันบ่อยหลังจากมีเรื่องทะเลาะกัน ซึ่งพวกเราถือว่าเป็นเรื่องปกติภายในครอบครัว.