แจ้งความกลับคู่กรณี​ พ่อไวท์เข้าพบตำรวจพร้อมสู้คดีขณะทนายสองฝ่ายปะทะเดือด

ภูมิภาค25 ส.ค. 2564 • 17:52 น.
แจ้งความกลับคู่กรณี​  พ่อไวท์เข้าพบตำรวจพร้อมสู้คดีขณะทนายสองฝ่ายปะทะเดือด
    เมื่อเวลา 11.40 น.วันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายกันตภณ หรืออาร์ม คิดจิตต์ พร้อมด้วย นายพิสิทธิ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย เพื่อให้ปากคำกรณีที่ถูกนายสุรศักดิ์ พุ่มโพธิงาม แจ้งความกล่าวหาว่าถูกนายกันตภณ  ทำร้ายร่างกายหลังเกิดเหตุขับรถเฉี่ยวชนกันบนถนนราชพฤกษ์ ทาง  ต่อมาทางพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้นายกันตภณ เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหารวมทั้งสอบปากคำ ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นซึ่งการออกหมายเรียกครั้งแรกทางนายกันตภณ ได้มอบหมายให้ทนายความมาแจ้งขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวน โดยอ้างว่ายังไม่พร้อมและขอเข้ามาพบในวันนี้ โดยทางทนายกล่าวว่าหลังให้ปากคำเสร็จแล้ว ทางนายกันตภณ ก็จะแจ้งความดำเนินคดีกับคู่กรณีข้อหาทำร้ายร่างกาย และทำให้เสียทรัพย์ด้วยเช่นกัน ส่วนเรื่องคดีก็ให้ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งทางเราก็มีคลิปเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ ต่อมาทางนายสุรศักดิ์ได้เดินทางมาที่ สภ.บางกรวยพร้อมด้วยนายไพศาลทนายความ เพื่อจะมาติดตามเรื่องความคืบหน้าของคดี  โดยนายไพศาล กล่าวว่าหากคู่กรณีจะแจ้งความก็เป็นสิทธิ์ของเขา ว่ากันไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ในส่วนของเขาที่จะมาแจ้งดำเนินคดีกลับ เดี๋ยวคงต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ในส่วนของตัวคุณแม่ดาราซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นผู้เข้ามาห้ามเหตุ และถูกเขาล้วงหยิบกระเป๋าในรถ ขว้างทิ้งไปโดนขอบสะพานอันนี้เป็นคนละเคสคนละกรณีกันกับสิ่งที่เขาจะมาดำเนินคดีในเรื่องนี้ ส่วนที่เขาจะแจ้งฝ่ายตนนั้นตนว่าข้อเท็จจริงมันไม่ตรงกัน เรื่องนี้เรามีพยานหลักฐานตรวจสอบได้ว่าใครขับรถปาดหน้ากัน ใครถอยมาชน ใครถอยมาให้ชน ตอนนี้ฝ่ายตนแจ้งไป ทำร้ายร่างกาย  ทำให้เสียทรัพย์ ผิดพรบ.จราจร อันนี้ถ้ามีข้อหาใดเข้าข่ายก็จะแจ้งเพิ่มอยู่ที่ความเห็นของพนักงานสอบสวนและอัยการด้วย   ต่อมาหลังให้การกับพนักงานสอบสวนเสร็จสิ้นนายกันตภณ ได้ถูกนำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติในห้องควบคุม เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงปล่อยตัวกลับไปเนื่องจากผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกเอง โดยญาติๆได้รีบนำตัวขึ้นรถไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนขับออกจากโรงพักไปทันที   ส่วนนายพิสิทธิ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายฝ่ายนายกันตภณ ให้สัมภาษณ์ว่า เริ่องที่เกิดขึ้นคงต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ฝ่ายเขามีฝ่ายเราก็มี พร้อมนำคลิปเหตุการณ์วันเกอดเหตุมาเปิดให้ดูทางโทรศัพท์มือถือและกล่าวยืนยันว่ารถเบ๊นซ์พ่อดาราหนุ่มเป็นฝ่ายขับไล่รถนายกันตภณมาจนเฉี่ยวชนไม่ใช่น้องเขาไปชนรถพ่อดาราหนุ่ม   นายพิสิทธิ์ ทนายฝ่ายนายกันตภณยังนำหลักฐานภาพถ่ายที่นายกันตภณถูกทำร้ายบริเวณใบหน้าและใต้ดวงตาจนบาดเจ็บมามอบให้ผู้สื่อข่าวด้วย ซึ่งระหว่างที่นายพิสิทธิ์ พูดว่าพ่อน้องไวท์ขับรถชนรถนายกัตภณนั้น ทำให้ทางญาติของน้องไวท์ที่ยืนฟังอยู่ท้วงว่านายกันตภณเบรครถให้พ่อน้องไวท์ชนต่างหาก ซึ่งนายพิสิทธิ์ตอบว่าอันนี้อยู่ในสำนวนของคดีแล้วต้องไปพิสูจน์กันที่ศาล เพราะตนไท่ใช่ทนายหิวแสง  ทำให้นายไพศาล ทนายพ่อดาราหนุ่มที่ยืนฟังอยู่ถึงกับโมโหเลือดขึ้นหน้าปรี่เข้าไปถามนายพิสิทธิ์ว่า  อยากให้ขยายคำว่าทนายหิวแสงมันคืออะไรเพราะไม่มีในความหมายของคนที่เป็นทนายว่าความ มาพูดแบบนี้ได้อย่างไร นายพิสิทธิ์บอกตนไม่ได้ได้ระบุหมายถึงใครและไม่ขอโต้เถียงพร้อมทั้งขอยุติการให้สัมภาษณ์ดีกว่าเดี๋ยวจะบานปลายเป็นอย่างที่นักข่าวเห็นกัน     เมื่อเวลา 11.40 น.วันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายกันตภณ หรืออาร์ม คิดจิตต์ พร้อมด้วย นายพิสิทธิ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย เพื่อให้ปากคำกรณีที่ถูกนายสุรศักดิ์ พุ่มโพธิงาม แจ้งความกล่าวหาว่าถูกนายกันตภณ  ทำร้ายร่างกายหลังเกิดเหตุขับรถเฉี่ยวชนกันบนถนนราชพฤกษ์ ทาง  ต่อมาทางพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้นายกันตภณ เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหารวมทั้งสอบปากคำ ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นซึ่งการออกหมายเรียกครั้งแรกทางนายกันตภณ ได้มอบหมายให้ทนายความมาแจ้งขอเลื่อนพบพนักงานสอบสวน โดยอ้างว่ายังไม่พร้อมและขอเข้ามาพบในวันนี้ โดยทางทนายกล่าวว่าหลังให้ปากคำเสร็จแล้ว ทางนายกันตภณ ก็จะแจ้งความดำเนินคดีกับคู่กรณีข้อหาทำร้ายร่างกาย และทำให้เสียทรัพย์ด้วยเช่นกัน ส่วนเรื่องคดีก็ให้ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งทางเราก็มีคลิปเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ ต่อมาทางนายสุรศักดิ์ได้เดินทางมาที่ สภ.บางกรวยพร้อมด้วยนายไพศาลทนายความ เพื่อจะมาติดตามเรื่องความคืบหน้าของคดี  โดยนายไพศาล กล่าวว่าหากคู่กรณีจะแจ้งความก็เป็นสิทธิ์ของเขา ว่ากันไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ในส่วนของเขาที่จะมาแจ้งดำเนินคดีกลับ เดี๋ยวคงต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ในส่วนของตัวคุณแม่ดาราซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นผู้เข้ามาห้ามเหตุ และถูกเขาล้วงหยิบกระเป๋าในรถ ขว้างทิ้งไปโดนขอบสะพานอันนี้เป็นคนละเคสคนละกรณีกันกับสิ่งที่เขาจะมาดำเนินคดีในเรื่องนี้ ส่วนที่เขาจะแจ้งฝ่ายตนนั้นตนว่าข้อเท็จจริงมันไม่ตรงกัน เรื่องนี้เรามีพยานหลักฐานตรวจสอบได้ว่าใครขับรถปาดหน้ากัน ใครถอยมาชน ใครถอยมาให้ชน ตอนนี้ฝ่ายตนแจ้งไป ทำร้ายร่างกาย  ทำให้เสียทรัพย์ ผิดพรบ.จราจร อันนี้ถ้ามีข้อหาใดเข้าข่ายก็จะแจ้งเพิ่มอยู่ที่ความเห็นของพนักงานสอบสวนและอัยการด้วย   ต่อมาหลังให้การกับพนักงานสอบสวนเสร็จสิ้นนายกันตภณ ได้ถูกนำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติในห้องควบคุม เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงปล่อยตัวกลับไปเนื่องจากผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกเอง โดยญาติๆได้รีบนำตัวขึ้นรถไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนขับออกจากโรงพักไปทันที   ส่วนนายพิสิทธิ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายฝ่ายนายกันตภณ ให้สัมภาษณ์ว่า เริ่องที่เกิดขึ้นคงต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ฝ่ายเขามีฝ่ายเราก็มี พร้อมนำคลิปเหตุการณ์วันเกอดเหตุมาเปิดให้ดูทางโทรศัพท์มือถือและกล่าวยืนยันว่ารถเบ๊นซ์พ่อดาราหนุ่มเป็นฝ่ายขับไล่รถนายกันตภณมาจนเฉี่ยวชนไม่ใช่น้องเขาไปชนรถพ่อดาราหนุ่ม   นายพิสิทธิ์ ทนายฝ่ายนายกันตภณยังนำหลักฐานภาพถ่ายที่นายกันตภณถูกทำร้ายบริเวณใบหน้าและใต้ดวงตาจนบาดเจ็บมามอบให้ผู้สื่อข่าวด้วย ซึ่งระหว่างที่นายพิสิทธิ์ พูดว่าพ่อน้องไวท์ขับรถชนรถนายกัตภณนั้น ทำให้ทางญาติของน้องไวท์ที่ยืนฟังอยู่ท้วงว่านายกันตภณเบรครถให้พ่อน้องไวท์ชนต่างหาก ซึ่งนายพิสิทธิ์ตอบว่าอันนี้อยู่ในสำนวนของคดีแล้วต้องไปพิสูจน์กันที่ศาล เพราะตนไท่ใช่ทนายหิวแสง  ทำให้นายไพศาล ทนายพ่อดาราหนุ่มที่ยืนฟังอยู่ถึงกับโมโหเลือดขึ้นหน้าปรี่เข้าไปถามนายพิสิทธิ์ว่า  อยากให้ขยายคำว่าทนายหิวแสงมันคืออะไรเพราะไม่มีในความหมายของคนที่เป็นทนายว่าความ มาพูดแบบนี้ได้อย่างไร นายพิสิทธิ์บอกตนไม่ได้ได้ระบุหมายถึงใครและไม่ขอโต้เถียงพร้อมทั้งขอยุติการให้สัมภาษณ์ดีกว่าเดี๋ยวจะบานปลายเป็นอย่างที่นักข่าวเห็นกัน