“สตูลไร้เชื้อโควิด19” ผู้ว่าสั่งฟันคนปล่อยข่าวลวง
วันที่ 20 มี.ค.2563 ที่ศูนย์บัญชาการป้องกันโรคโควิด 19 ศาลากลาง จ.สตูล ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แถลงสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด หลังมีการออกประกาศ 2 ฉบับ โดยได้ยกระดับสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 หลังพบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยมีคำสั่ง ประกาศ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสตูล ในวันนี้ (20 มี.ค.2563) โดยมีนายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธาน
โดยใจความบางส่วนระบุว่า ห้าม! ข้าราชการ พนักงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ออกนอกประเทศ , นักท่องเที่ยวประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องมีใบรับรองแพทย์ผ่านการตรวจครบ 14 วัน จึงจะอนุญาตให้เข้าพื้นที่ จ.สตูล ได้เพื่อเป็นการเซฟพื้นที่ , การปิดสถานบริการสถานะ สถานบันเทิง ,ห้ามการจัดกิจกรรมชุมนุมเกิน 50 คน ฯลฯ โดยคำสั่งนี้มีผลบังคับตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติหากฝ่าฝืนระวังโทษ
นอกจากนี้จังหวัดสตูล ได้ออกประกาศโดยผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ขอให้ประชาชนอยู่อาศัยภายในบ้านในช่วงนี้ ญาติที่เดินทางกลับจากต่างประเทศให้กักตัวภายในบ้านครบ 14 วัน ตามมาตรการควบคุมโรค ปฏิบัติศาสนกิจตามคำสั่งจุฬาราชมนตรี และมหาเถรสมาคมนั้น
นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ว่าขณะที่พื้นที่ จ.สตูลไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 มีเพียงการติดตามกลุ่มผู้เดินทางกลับจากประเทศอิหร่าน 8 คน ซึ่งขณะนี้ไม่มีอาการใดๆ บ่งชี้ว่าติดเชื้อยังคงกักตัวบริเวณโดยมีแพทย์คอยควบคุมติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกลุ่มแรงงานในต่างแดนที่กลับมา จ.สตูล หนึ่งพันกว่าคน ก็มีการให้กักตัวเพื่อดูอาการด้วยเช่นกัน
จากประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.สตูล ทำให้มีการระยกระดับเพื่อป้องกันพื้นที่ พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดช่วยตรวจสอบควบคุมสินค้า หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และสินค้าอื่นๆ และกำชับให้มีการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์แบบนี้ได้เป็นอย่างดี
ส่วนหน้ากากอนามัยขณะนี้ สนง.พาณิชย์จังหวัด มีการทยอยเข้ามาจำหน่ายตามร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งหน้ากากผ้าก็สามารถที่จะป้องกันตัวเองได้ พร้อมฝากเตือนการรับข่าวสารปลอม จนสร้างความเดือดร้อนและแตกตื่นจนสังคมเกิดความเสียหาย ถือว่าเป็นภัยร้ายยิ่งกว่าเชื้อโรคโควิด19 โดยขณะนี้ให้มอบให้ทางตำรวจภูธรจังหวัดสตูล เข้าไปตรวจสอบต้นตอการปล่อยข่าวลวง ที่สร้างความหวาดกลัวและสับสนมาลงโทษทางกฎหมายเพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างและซ้ำเติมกันในช่วงที่ประชาชนต้องการขวัญและกำลังใจ โดยเห็นว่าเป็นภัยร้ายยิ่งกว่าเชื้อโควิดในขณะนี้ ซึ่งขอให้ประชาชนร่วมกันอดทนและฟันฝ่าวิกฤตโควิด19 ไปด้วยกันโดยรับข่าวสารจากทางการเท่านั้น