แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน สทนช. ควรหยุดใช้กิจกรรมอนุรักษ์ฯ สร้างภาพลวงโลก ปกปิดปัญหาการจัดการแม่น้ำโขง
ตามที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีการเผยแพร่จดหมายข่าวที่ดำเนินการโดยกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในหัวข้อข่าวว่า “สทนช. แจงปล่อยปลาลงโขงฟื้นระบบนิเวศน์ ยึดหลักวิชาการ โต้ดึงมวลชนหนุนสร้างเขื่อน” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจประชาสัมพันธ์ของ สทนช. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา (อ้างถึง https://web.facebook.com/onwrnews/) โดยเนื้อหาในจดหมายข่าวฉบับนี้ มีการอ้างอิงคำพูดและคำชี้แจงของ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ได้ออกมากล่าว ชี้แจงต่อ ข้อสังเกตของเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ที่มีต่อ การจัดกิจกรรม “กำหนดเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและพันธุ์พืชน้ำในแม่น้ำโขง ณ พื้นที่วังปลา บ้านปากมั่ง ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา (โปรดดู https://prachatai.com/journal/2020/12/90766 เพิ่มเติม)
ในจดหมายข่าวของ สทนช. ฉบับดังกล่าว นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ได้อ้างว่า การจัดกิจกรรมเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและพันธุ์พืชน้ำในแม่น้ำโขงดังกล่าว ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ 8 จังหวัด ที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน มิได้ดำเนินไปเพื่อสร้างมวลชนในการสนับสนุนการสร้างเขื่อนปากชมบนแม่น้ำโขง แต่เป็นกิจกรรมที่มาจากความต้องการของชุมชน ต้องการลดผลกระทบและฟื้นฟูระบบนิเวศน์ ตลอดจน สทนช. มีความห่วงกังวลต่อผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน รวมทั้งนำเสนอปัญหาแม่น้ำโขงและกำลังพยายามผลักดันการฟื้นฟูเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขง
อย่างไรก็ตาม พวกเรา เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน กลับมีมุมมองและข้อสังเกต เพิ่มเติมต่อ จุดยืนและท่าทีของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่ออกมาตอบโต้ข้อสังเกตของพวกเราที่มีต่อกิจกรรมของ สทนช. ในช่วงที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้
ประการแรก พวกเราขอตั้งคำถามต่อรูปแบบ เนื้อหา และกระบวนการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและพันธุ์พืชน้ำในแม่น้ำโขง ณ พื้นที่วังปลา บ้านปากมั่ง ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย ว่า ขาดการเข้าใจถึงลักษณะทางธรรมชาติที่แท้จริงของระบบนิเวศในพื้นที่ดังกล่าว อีกทั้งยังไม่ได้มีการพิจารณาถึงพันธุ์ปลาที่นำมาปล่อย ระบบอาหาร และฤดูกาลในการวางไข่ที่สัมพันธ์กับระบบการไหลของแม่น้ำโขงในแต่ละช่วงเวลา ที่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับความผันผวนของระดับน้ำเนื่องมาจากการสร้างเขื่อน ตลอดจนการจัดกิจกรรมยังมิได้สร้างกลไกในการจัดการพื้นที่หรืออนุรักษ์ให้เกิดความยั่งยืนที่แท้จริงตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้การใช้งบประมาณจำนวนมากครั้งเดียวจบเพียงเท่านั้น เป็นเหมือนการ “ปล่อยปลาปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง”
ประการที่สอง สทนช. ควรยุติการกล่าวอ้างถึง ภาคประชาสังคมและชุมชนลุ่มน้ำโขง รวมทั้งการอ้างถึงการสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนในการจัดการทรัพยากรน้ำ ด้วยเพราะกลุ่มและองค์กรชุมชนที่ สทนช. ไปสนับสนุนการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านมา เป็นเพียงกลุ่มคนหน้าเดิม ที่เสนอให้มีการพิจารณาและรื้อฟื้นการสร้างเขื่อนปากชม บนแม่น้ำโขง พรมแดนไทย-ลาว ณ พื้นที่ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย ในทางตรงกันข้าม เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ได้มีการเสนอทางเลือกในระดับนโยบาย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมาโดยตลอด แต่ สทนช. ไม่เคยนำไปพิจารณาและมีการตอบรับข้อเสนอแต่อย่างไร
ประการที่สาม นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ควรจะต้องพิจารณาสติปัญญาของตัวเองในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นกับผู้ที่มีความคิดที่แตกต่างโดยการเปิดใจกว้างรับฟังปัญหา ของแม่น้ำโขงอย่างแท้จริงเพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนบนความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะแม่น้ำโขงไม่ได้มีไว้เพื่อตอบสนองกิเลสตันหาของนักสร้างเขื่อนเท่านั้น
ด้วยจิตคาราวะ
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน
16 ธันวาคม 2563